• กระดานข่าว / ภาพเหตุการณ์
  • ติดต่อเรา
Main Menu
  • หน้าแรก
  • ประวัติงานประเพณี
  • ประวัติชมรมฯ ชุมพรใต้
  • เมืองหลังสวนในอดีต
Home ประวัติงานประเพณี

ประวัติฯ

ประวัติงานประเพณีฯ

chingtong

 

การดำเนินชีวิตของคนไทยมีความผูกพันกับแม่น้ำมาเป็นเวลาเนิ่นนาน การปลูกสร้างบ้านเรือน ตั้งแต่สมัยโบราณกาลของไทย จะเลือกทำเลที่ติดแม่น้ำลำคลองเป็นสำคัญเพื่อที่จะได้อาศัยน้ำในการเพาะปลูก ดื่มกิน เมืองหลังสวนมีแม่น้ำไหลผ่านเปรียบเสมือนสายโลหิตหล่อเลี้ยงเมือง สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของแม่น้ำ คือการใช้สัญจรไปมาและการค้าขายพาหนะที่ใช้ในการติดต่อระหว่างกัน ก็เกิดจากฝีมือมนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา นั่นคือ "เรือ"

ในสมัยก่อนเมือถึงฤดูน้ำหลากว่างเว้นจากการเพาะปลูก ปักดำ ทำนา ราวเดือน กันยายน ถึง เดือนธันวาคม โดยเฉพาะช่วงเทศกาลทอดกฐิน คนหนุ่มคนสาว หรือกระทั่งคนเฒ่าคนแก่ตามหมู่บ้านจะร่วมแรงร่วมใจกัน ตกแต่งเรือตั้งองค์กฐินไปทอดตามวัดวาอารามต่างๆ ตามที่ตนศรัทธา ซึ่งวัดส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
ขบวนเรือทอดกฐินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการเล่นเรือเพลงและ ลงท้ายด้วยการพายเรือแข่งกัน และการแข่งขันเรือยาว เริ่มจากท้องถิ่นมาเนิ่นนาน ไม่ปรากฎแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการแข่งขันเรือกันในเดือน 11 และถือเป็นพระราชพิธีประจำเดือนเพราะในช่วงเดือน 11 เป็นข่วงที่มีน้ำนองเปี่ยมสองฝั่งตลิ่ง เหมาะแก่การแข่งขันเรือเป็นอย่างยิ่ง ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ โปรดให้มีการแข่งขันเรือของทหาร เพื่อต้องการฝึกซ้อมฝีพาย เมื่อเรือลำใดเข้าเส้นชัยก่อนก็จะพระราชทานรางวัลให้เป็นกำลังใจ เรือยาวที่ใช้ในการแข่งขันในปัจจุบันก็เป็นเรือที่ได้พัฒนามาจากเรื่อที่ใช้ทำสงครามในสมัยก่อนนั่นเอง

มีผู้สันทัดกรณีบางท่านได้สันนิษฐานว่า "การแข่งขันเรือยาวของเมืองหลังสวน คงจะเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2387 ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะในช่วงนั้น เมืองหลังสวน มีวัดเกิดขึ้นหลายวัด การแห่พระ หรือการลากพระ ก็คงจะเกิดขึ้น และมีการแข่งขันเรือยาวกันแล้ว"
ประเพณีการแข่งขันเรือยาวของ อ.หลังสวน จะเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของทุกปี เพราะในวันออกพรรษานี้ ชาวพุทธจะไปร่วมทำบุญตักบาตรเทโวที่วัด จากความเชื่อที่ว่า ในวันอันสมมุตินี้ เป็นวันที่สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ เพื่อโปรดสัตว์โลก ซึ่งในสมัยนั้นก็คงใช้เรือเป็นพาหนะ เมื่อเสร็จจากการตักบาตรที่วัดแล้วก็สนุกสนานกันด้วยการพายเรือแข่งขันกัน

อย่างไรก็ตาม ก็พอจะหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถอ้างอิงได้ว่า การแข่งขันเรือยาวของ อ.หลังสวน ได้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและสืบเนื่องมาเป็นระยะเวลาเป็นร้อยปีเศษ กล่าวคือ เมื่อครั้ง ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสทางชลมารถ ถึงเมืองหลังสวน ซึ่งเป็นฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ร.ศ. 108 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2432 พระยาจรูญราชโภคากร (คอซิมเต็ก ณ ระนอง) เจ้าเมืองหลังสวนในขณะนั้น ได้จัดขบวนเรือรับเสด็จจากปากอ่าวไทย เพื่อนำเรือกลไฟพระที่นั่ง ทอนิครอฟต์ มาตามลำน้ำหลังสวน และเสด็จประทับที่บางขันเงิน หนึ่งในขบวนเรือที่รับเสด็จในคราวนั้นคือ "เรือมะเขือยำ" สังกัดวัดดอนชัย ซึ่งเป็นเรือยาวที่ใช้ในการแข่งขัน และครองความเป็นหนึ่งอยู่เสมอมา ในสมัยนั้น (ปัจจุบันเรือลำนี้ยังคงอยู่ในสภาพดี เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และไม่ได้ส่งแข่งขันแล้ว แต่ใช้เป็นเรือเกียรติยศ ในการนำขบวนเรือในพิธีเปิดการแข่งขันทุกปี)
การแข่งขันเรือยาวในระยะแรกๆ ไม่มีการมอบรางวัลใดๆ เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน หลังจากที่ได้ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ในการพายชนะในแต่ละเที่ยวก็จะได้รับผ้าแถบ 1 ผืนและมื่อได้ผ้าแถบมาแล้ว นายหัวเรือก็จะนำมาผูกไว้ที่โขนเรือ ถ้าชนะหลายๆ เที่ยวก็ได้ผ้าแถบหลายผืนและเมื่อเลิกพายแล้ว ก็จะนำผ้าแถบเหล่านี้ไปเย็บติดกันเป็นผ้าม่านและนำมาถวายวัดต่อไป
ต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เรือมีความยาวมากขึ้น ใช้ฝียพายมากขึ้น และในปี พ.ศ. 2482 ได้มีการพายแข่งขันชิงขันน้ำพานรอง ของพระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในสมัยนั้น ซึ่งมีเงื่อนไขว่า "ต้องชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี" จึงจะได้ขันน้ำพานรองใบนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เรือต่างๆ ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่หลายปี ในที่สุดเรือแม่นางสร้องทอง สังกัดวัดบรรพตวิสัย (หรือวัดในเขา) ก็ได้ขันน้ำพานรองเป็นกรรมสิทธิ์
วัดที่มีเรือยาวในสมัยนั้น ก็มีไม่มาก เป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำทั้งสิ้นนับจากปากน้ำหลังสวนขึ้นมา ก็มีวัดในเขา (วัดบรรพตวิสัย), วัดหัวเขาท่ากอ (วัดนาทิการาม), วัดดอนยาง (วัดดอนชัย), วัดต้นกุล (วัดพิชัยธาราราม), วัดแหลมทราย (วัดวาลุการาม), วัดบางลำพู (วัดวิเวการาม), วัดโตนด (อ่านว่า วัด-ตะ-โหนด), วัดด่านประชากร, วัดขันเงิน เป็นต้น
ในยุคที่กล่าวถึงนี้ ยังไม่มีเรือที่ใช้เครื่องยนต์ แต่ละวัดจะจัดเรือพระ และใช้เรือยาว เรือพายเล็ก ชักลากมาจอดบริเวณท่าน้ำวัดด่าน ซึ่งเป็นบริเวณสนามแข่งขันเรือ และฝั่งตรงข้ามจะ บ้านด่าน พระภิกษุ สามเณร จะนั่งมากับเรือพระ เมื่อถึงเวลาแข่งขันเรือ ก็จะมีเรือพายมากมาย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณหลากสี สวยงาม ร้องเพลงเรือกันเป็นที่สนุกสนาน

ปัจจุบันการคมนาคมสะดวก เรือพระที่จัดโดยใช้เรือ ก็เปลี่ยนมาใช้รถยนต์แทน (ที่เรียกว่า "เรือพระบก") แต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ คือ จัดเป็นรูปเรือมีพนมพระ มีพระภิกษุประจำเรือ มีการประโคม ฆ้อง กลอง และยังคงมีการชักลากโดยใช้อุบาสกอุบาสิกา จึงเรียกว่า "ลากพระ" หรือ "แห่พระ" ส่วนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเรียกว่า "การชักพระ" เรือพระของแต่ละวัดจะมารวมกันที่ตลาดหลังสวน ในตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

ในปี พ.ศ. 2506 จ. ชุมพรได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน โล่รางวัล จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานให้ทันการแข่งขันในปี พ.ศ. 2507 ต่อมาปี 2522 นายชัด รัตนราช อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน ถ้วยยอดทอง มอบเป็นรางวัลแก่เรือยาวชนะเลิศประเภท 2
หน่วยงานราชการ พลังมวลชนทุกตำบล ของอำเภอหลังสวน และทุกอำเภอในจังหวัดชุมพรได้จัดขบวนแห่โล่ และถ้วยพระราชทาน อย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติทุกปี

 

เอกลักษณ์การแข่งขันเรือยาวหลังสวน

การแข่งขันเรือยาวของหลังสวน นับว่าเป็นการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย เพระไม่ได้ตัดสินการชนะหรือแพ้ที่หัวเรือลำใดลำหนึ่งถึงเส้นชัยก่อน เหมือนกับการแข่งขันเรือยาวที่มีอยู่ทั่วๆไป เรือแชมป์ของหลังสวนนั้นนอกจากจะมาจากความพร้อมเพรียงของฝีพายแล้วยังขึ้นอยู่กับความสามารถของนายหัวเรือ และนายท้ายเรืออีกด้วย คือนายท้ายเรือจะต้องถือท้ายเรือให้ตรงๆ เพื่อให้นายหัวเรือขึ้นโขนไปคว้าธงที่ทุ่นเส้นชัย แม้ว่าเรือลำใดนำหน้าอยู่ก็ตาม หากนายหัวเรือขึ้นโขนและคว้าธงผิด หรือคว้าธงไม่ได้ ก็จะเป็นฝ่ายที่แพ้ไป หรือคว้าธงได้แต่นายหัวเรือตกน้ำเสียก่อน หรือเรือล่ม ก่อนที่ท้ายเรือจะพ้นกระบอกธง ก็ถือว่าเป็นแพ้ เพราะฉะนั้นความเร็วของเรือจึงไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดของความเป็นผู้ชนะแต่อย่างใด นายหัวเรือจะต้องกะจังหวะขึ้นโขน และจะต้องขึ้นไปให้สุดปลายโขน เพื่อความได้เปรียบในการจับธง นายหัวเรือลำใดจังธงได้ เรือลำนั้นเป็นผู้ชนะในเที่ยวนั้น แต่ถ้าความเร็วของเรือคู่คี่กัน นายหัวเรือจับธงได้พร้อมๆกัน และได้ธงไปลำละท่อน ถือว่า เสมอกัน ในเที่ยวนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การขึ้นโขนชิงธง จึงเป็นทั้ง ศาสตร์ และศิลป์ ที่จะหาดูได้เฉพาะที่สนามแข่งขันเรืออำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

 

The-King

ภาพโล่ และถ้วยพระราชทาน โดยเฉพาะ โล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

 

ประวัติโล่ และถ้วยพระราชทาน

เมื่อ พ.ศ. 2506 นายถ้วน พรหมโยธา ข้าราชการกรมโยธาธิการ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดชุมพร ได้กราบบังคมทูล ขอพระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศการแข่งขันเรือยาว และโล่รางวัลชนะเลิศการประกวดเรือประเภทสวยงาม จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อสองล้นเกล้าฯ ทรงมีพระบรมราชานุญาตแล้ว สำนักพระราชวังได้แจ้งให้จังหวัดชุมพร และคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่พระแข่งเรืออำเภอหลังสวน ส่งตัวแทนไปรับ จังหวัดชุมพรจึงขอความกรุณาให้ พลเอกครวญ สุทธานินนทร์ เป็นตัวแทนเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และได้อัญเชิญพระราชทานไปยังอำเภอหลังสวนทันการแข่งขันเรือยาว ในปี พ.ศ. 2507


ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 นายมังกร วรวิสุทธิสารกุล (ซึ่งบัดนี้ท่านได้เสียชีวิตแล้ว) คหบดีคนหนึ่งของ อ.หลังสวน เป็นประธานกรรมการจัดงานแห่พระแข่งเรือชิงโล่พระราชทานปีแรก ในปีนั้นได้จัดขบวนแห่โล่พระราชทานอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ มีการถ่ายทำภาพยนตร์ไว้ด้วย เมื่อเสร็จงานแล้ว นายส่ง มีมุทา ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร, นายมังกร วรวิสุทธิสารกุล, นางเดือนศิริ วรวิสุทธิสารกุล, นายลบุญฤทธิ์ พรหมมาศ, นายชิต เทศพิทักษ์, นายชื่น รัตนราช, นายวงษ์ เชาวนกวี และนายกวงฮุย แซ่เอี๊ยว ได้ขอพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าถวายฟิล์มภาพยนตร์ที่ได้ถ่ายทำในงานประเพณีแห่พระแข่งเรือชิงโล่พระราชทานประจำปี 2507 และเงินรายได้จากการจัดงานจำนวน 10,000 บาท โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสกับคณะที่เข้าเฝ้าคนหนึ่งว่า

 

"ขอให้ร่วมรักสามัคคี ให้งานประเพณีอยู่ยั่งยืนตลอดไป"

 

ปีพ.ศ. 2522 นายชัด รัตนราช อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน "ถ้วยยอดทอง" เพื่อมอบเป็นรางวัลแก่เรือยาวชนะเลิศประเภท ข.

 
feed-image

Copyright © 2009 ---.
All Rights Reserved.

Webdesign Tirol designed by pc-didi.