Home
แผ่นดินไทยบนเส้นทางประวัติศาสตร์
รัชกาลที่ ๘
แผ่นดินไทยบนเส้นทางประวัติศาสตร์
รัชกาลที่ ๘
รัชกาลที่ ๘
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระมหากษัตริย์จากราชสกุล "มหิดล"
บทพระนิพนธ์ดังกล่าว บันทึกถ้อยความที่ พระราชชนศรีสังวาลย์ รับสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า..... "หม่อมฉันไม่เคยอยากได้ยศศักดิ์แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่หม่อมฉันต้องการก็คือ มีโอกาสอบรมลูกให้เป็นคนดี จะได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้ ... หม่อมฉันหวังอยู่เสมอว่า การที่นันทเป็นกษัตริย์ จะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองจริง ๆ...."
คำว่า "นันท" ที่รับสั่งถึง คือ "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล" ที่สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้น ได้ลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ให้อัญเชิญขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เนื่องจากพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาเพียง ๙ พรรษา จึงจำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรน์ สิ้นพระชนม์ นายพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ได้รับแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ครั้นเจ้าพระยายมราชถึงแก่อสัญกรรม ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน คือ "นายปรีดี พนมยงค์) ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว
พระมหากษัตริย์จากราชสกุล "มหิดล"
การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง มิใช่เพียงทำให้ประเทศสยามต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น หากแต่ทุกชีวิตใน "ราชสกุลมหิดล" ก็ต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตไปด้วย ดังความในบทพระนิพนธ์ เรื่อง "เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์" ที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ ความตอนหนึ่งว่า...
"ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นปีที่นำความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาในชีวิตของครอบครัวมหิดล หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือ
ราชสกุลมหิดล และนำความทุกข์ ความกังวล มายังผู้ที่เป็นเจ้านายเล็กๆ
ในราชสกุลที่เคารพรักที่สุด คือ สมเด็จย่าและแม่... แต่การที่นันทต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็เพราะเห็นว่า
เป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง... แต่ชีวิตใหม่ของทุกคนก็ไม่ได้สนุกเสมอไป...เราจะทราบได้ว่า
การขึ้นครองราชย์ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทำให้แม่มีกังวลเพียงไร"
ราชสกุลมหิดล และนำความทุกข์ ความกังวล มายังผู้ที่เป็นเจ้านายเล็กๆ
ในราชสกุลที่เคารพรักที่สุด คือ สมเด็จย่าและแม่... แต่การที่นันทต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็เพราะเห็นว่า
เป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง... แต่ชีวิตใหม่ของทุกคนก็ไม่ได้สนุกเสมอไป...เราจะทราบได้ว่า
การขึ้นครองราชย์ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทำให้แม่มีกังวลเพียงไร"
บทพระนิพนธ์ดังกล่าว บันทึกถ้อยความที่ พระราชชนศรีสังวาลย์ รับสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า..... "หม่อมฉันไม่เคยอยากได้ยศศักดิ์แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่หม่อมฉันต้องการก็คือ มีโอกาสอบรมลูกให้เป็นคนดี จะได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้ ... หม่อมฉันหวังอยู่เสมอว่า การที่นันทเป็นกษัตริย์ จะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองจริง ๆ...."
คำว่า "นันท" ที่รับสั่งถึง คือ "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล" ที่สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้น ได้ลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ให้อัญเชิญขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เนื่องจากพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาเพียง ๙ พรรษา จึงจำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรน์ สิ้นพระชนม์ นายพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ได้รับแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ครั้นเจ้าพระยายมราชถึงแก่อสัญกรรม ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน คือ "นายปรีดี พนมยงค์) ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว
เนื่องจากเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ถึงแก่อสัญกรรม และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาติย์ทิพอาภา ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ซึ่งในภายหลังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก" และพระราชชนนีศรีสังวาลย์ซึ่งในภายหลังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" มีพระโสทรเชษฐภคีนี คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งปัจจุบันทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณสถาปนาขึ้นเป็น "กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" และพระอนุชา ซึ่งในภายหลังได้เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชฯ สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร
หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ ได้เสด็จนิวัฒพระนครครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๑ และได้ประทับอยู่ประมาณ ๒ เดือน การเสด็จนิวัฒพระนครครั้งนี้ พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดลพบุรี โดยพระราชทานนามว่า "โรงพยาบาลอานันทมหิดล"
และก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ทรงประกอบพิธี ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สำคัญๆ หลายแห่ง ทั้งได้พระราชทานพระราชทรัพย์บำรุงวัดวาอาราม และพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นด้วย
พระองค์มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสูง จึงทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงพระผนวช ดังพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ ที่ทรงขอสังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนาเพื่อทรงใช้ในการเตรียมพระองค์ แต่ในที่สุดก็มิได้ทรงมีโอกาสทรงพระผนวชตามที่ตั้งพระราชหฤทัยไว้ เนื่องจากทรงต้องพระแสงปืนและเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ด้วยพระองค์เคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับวัดแห่งนี้ว่า "ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง"
การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อยู่ในช่วงเวลาที่ทรงเตรียมเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังการเสด็จนิวัตพระนคร ครั้งที่ ๒ เมื่อปลายพุทธศักราช ๒๔๘๘ เพียง ๔ วัน ซึ่งในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งที่ ๒ นี้ พระองค์ได้ประทับอยู่ในประเทศไทยนานกว่าการเสด็จนิวัตครั้งแรก และได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ซึ่งในรัชกาลของพระองค์ งานด้านการศึกษามีความเจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก
ขณะประทับอยู่ในประเทศไทย พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่งทั้งได้เสด็จพระชดำเนินไปทรงพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ด้วย ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตสายแพทย์ พระองค์มีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์ขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน พระราชปรารภดังกล่าวนำไปสู่การก่อกำเนิดโรงเรียนแพทย์แห่งที่ ๒ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในเวลาต่อมา ซึ่งในปัจจุบันคือ "คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"
มิใช่เพียงการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมสถานศึกษาระดับต่างๆ เท่านั้น หากแต่พระองค์ยังโปรดในการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ อยู่เสมอ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชนของพระองค์นั้น มีเหตุการณ์สำคัญที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนครั้งแรก ณ สำเพ็ง เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดชได้โดยเสด็จไปด้วย
การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น เนื่องจากทรงทราบว่าได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกับชาวไทยเชื้อสายจีน จนอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้ จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนินไปสำเพ็ง และทรงพระดำเนินด้วยพระบาทเป็นระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ทรงใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง ปรากฎว่าการเสด็จพระราชดำเนินไปสำเพ็งครั้งนั้น นอกจากช่วยระงับความแตกแยกระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนลงได้แล้ว พระบารมียังเป็นที่กล่าวขานมาตราบเท่าทุกวันนี้
นอกจากความขัดแย้งในประเทศแล้ว ในรัชกาลนี้ยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์จากภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างหนัก เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ขยายตัวจากยุโรปมาทางเอเซีย เป็นสงครามมหาเอเซียบูรพา มีประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำสัญญาไตรภาคีกับเยอรมัน และอิตาลี เป็นกำลังหลัก โดยกองกำลังอันมหาศาลของญี่ปุ่น ได้ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดชายทะเลของไทย เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ การดำเนินสงครามได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ หลังจากสหรัฐอเมริกานำระเบิดไปทิ้งทำลายเมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ จนสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นต้องทรงประกาศยอมแพ้
สงครามครั้งนี้ แม้รัฐบาลไทยจะทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นด้วยไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น แต่ประเทศไทยกลับมิได้ตกอยู่ในฐานะประเทศแพ้สงครามเนื่องจากมี "ขบวนการเสรีไทย" เป็นหน่วยต่อต้านญี่ปุ่นที่คอยให้ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา คอยต่อสู้ให้ ประกอบกับสนธิสัญญาที่ไทยทำกับญี่ปุ่น ขาดความสมบูรณ์เพราะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามไม่ครบ
อย่างไรก็ตาม ไทยก็ต้องจำยอมเสียดินแดนที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนสงครามมหาเอเซียบูรพา กลับไปให้อังกฤษและฝรั่งเศสอีก ทั้งยังต้องยอมเสียเปรียบอังกฤษอีกหลายประการ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง กองทัพไทยได้ยอมรับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกา
ด้านรัฐบาลไทย ซึ่งเวลานั้น นายทวี บุณยเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้ชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสว่า "Siam" ส่วนชื่อในภาษาไทยให้ใช้ว่า "ประเทศไทย" จนถึงพุทธศักราช ๒๔๙๑ เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลจึงได้เปลี่ยชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษเป็น "Thailand" และในภาษาฝรั่งเศสเป็น Thailande
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ส่งผลกระทบต่อไทยทั่วทั้งแผ่นดินผ่านไปได้ไม่นาน ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครทันคาดคิด เมื่อหน้าประวัติศาสตร์ต้องบันทึกการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทยทั้งชาติไว้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ผู้ทรงงดงามด้วยพระราชจริยวัตร พระอัจฉริยภาพ พระเมตตาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ได้เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ จากการถูกลอบปลงพระชนม์ ด้วยพระแสงปืนขณะทรงเจริญพระชนมพรรษาเพียง ๒๑ พรรษา ซึ่งนำความเศร้าโศก เสียใจมาสู่ปวงชนชาวไทยอย่างสุดประมาณ
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล จะทรงมีเวลาอยู่ในสิริราชสมบัติเพียง ๑๒ ปี และเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย แต่พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญทั้งน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ก็ล้วนยังประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ ดังนั้นไม่ว่าเวลานี้แผ่นดินที่เรายืนอยู่จะมีชื่อว่าอะไร หรือปกครองด้วยระบอบใด คงมิใช่ประเด็นสำคัญนัก ขอเพียงผู้อยู่อาศัยสำนึกได้ว่า แผ่นดินนี้อยู่มาได้ด้วยพระบารมีแห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ก็คงเพียงพอแล้ว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ซึ่งในภายหลังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก" และพระราชชนนีศรีสังวาลย์ซึ่งในภายหลังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" มีพระโสทรเชษฐภคีนี คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งปัจจุบันทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณสถาปนาขึ้นเป็น "กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" และพระอนุชา ซึ่งในภายหลังได้เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชฯ สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร
หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ ได้เสด็จนิวัฒพระนครครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๑ และได้ประทับอยู่ประมาณ ๒ เดือน การเสด็จนิวัฒพระนครครั้งนี้ พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดลพบุรี โดยพระราชทานนามว่า "โรงพยาบาลอานันทมหิดล"
และก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ทรงประกอบพิธี ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สำคัญๆ หลายแห่ง ทั้งได้พระราชทานพระราชทรัพย์บำรุงวัดวาอาราม และพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นด้วย
พระองค์มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสูง จึงทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงพระผนวช ดังพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ ที่ทรงขอสังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนาเพื่อทรงใช้ในการเตรียมพระองค์ แต่ในที่สุดก็มิได้ทรงมีโอกาสทรงพระผนวชตามที่ตั้งพระราชหฤทัยไว้ เนื่องจากทรงต้องพระแสงปืนและเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ด้วยพระองค์เคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับวัดแห่งนี้ว่า "ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง"
การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อยู่ในช่วงเวลาที่ทรงเตรียมเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังการเสด็จนิวัตพระนคร ครั้งที่ ๒ เมื่อปลายพุทธศักราช ๒๔๘๘ เพียง ๔ วัน ซึ่งในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งที่ ๒ นี้ พระองค์ได้ประทับอยู่ในประเทศไทยนานกว่าการเสด็จนิวัตครั้งแรก และได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ซึ่งในรัชกาลของพระองค์ งานด้านการศึกษามีความเจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก
ขณะประทับอยู่ในประเทศไทย พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่งทั้งได้เสด็จพระชดำเนินไปทรงพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ด้วย ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตสายแพทย์ พระองค์มีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์ขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน พระราชปรารภดังกล่าวนำไปสู่การก่อกำเนิดโรงเรียนแพทย์แห่งที่ ๒ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในเวลาต่อมา ซึ่งในปัจจุบันคือ "คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"
มิใช่เพียงการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมสถานศึกษาระดับต่างๆ เท่านั้น หากแต่พระองค์ยังโปรดในการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ อยู่เสมอ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชนของพระองค์นั้น มีเหตุการณ์สำคัญที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนครั้งแรก ณ สำเพ็ง เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดชได้โดยเสด็จไปด้วย
การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น เนื่องจากทรงทราบว่าได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกับชาวไทยเชื้อสายจีน จนอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้ จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนินไปสำเพ็ง และทรงพระดำเนินด้วยพระบาทเป็นระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ทรงใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง ปรากฎว่าการเสด็จพระราชดำเนินไปสำเพ็งครั้งนั้น นอกจากช่วยระงับความแตกแยกระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนลงได้แล้ว พระบารมียังเป็นที่กล่าวขานมาตราบเท่าทุกวันนี้
นอกจากความขัดแย้งในประเทศแล้ว ในรัชกาลนี้ยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์จากภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างหนัก เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ขยายตัวจากยุโรปมาทางเอเซีย เป็นสงครามมหาเอเซียบูรพา มีประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำสัญญาไตรภาคีกับเยอรมัน และอิตาลี เป็นกำลังหลัก โดยกองกำลังอันมหาศาลของญี่ปุ่น ได้ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดชายทะเลของไทย เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ การดำเนินสงครามได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ หลังจากสหรัฐอเมริกานำระเบิดไปทิ้งทำลายเมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ จนสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นต้องทรงประกาศยอมแพ้
สงครามครั้งนี้ แม้รัฐบาลไทยจะทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นด้วยไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น แต่ประเทศไทยกลับมิได้ตกอยู่ในฐานะประเทศแพ้สงครามเนื่องจากมี "ขบวนการเสรีไทย" เป็นหน่วยต่อต้านญี่ปุ่นที่คอยให้ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา คอยต่อสู้ให้ ประกอบกับสนธิสัญญาที่ไทยทำกับญี่ปุ่น ขาดความสมบูรณ์เพราะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามไม่ครบ
อย่างไรก็ตาม ไทยก็ต้องจำยอมเสียดินแดนที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนสงครามมหาเอเซียบูรพา กลับไปให้อังกฤษและฝรั่งเศสอีก ทั้งยังต้องยอมเสียเปรียบอังกฤษอีกหลายประการ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง กองทัพไทยได้ยอมรับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกา
ด้านรัฐบาลไทย ซึ่งเวลานั้น นายทวี บุณยเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้ชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสว่า "Siam" ส่วนชื่อในภาษาไทยให้ใช้ว่า "ประเทศไทย" จนถึงพุทธศักราช ๒๔๙๑ เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลจึงได้เปลี่ยชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษเป็น "Thailand" และในภาษาฝรั่งเศสเป็น Thailande
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ส่งผลกระทบต่อไทยทั่วทั้งแผ่นดินผ่านไปได้ไม่นาน ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครทันคาดคิด เมื่อหน้าประวัติศาสตร์ต้องบันทึกการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทยทั้งชาติไว้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ผู้ทรงงดงามด้วยพระราชจริยวัตร พระอัจฉริยภาพ พระเมตตาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ได้เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ จากการถูกลอบปลงพระชนม์ ด้วยพระแสงปืนขณะทรงเจริญพระชนมพรรษาเพียง ๒๑ พรรษา ซึ่งนำความเศร้าโศก เสียใจมาสู่ปวงชนชาวไทยอย่างสุดประมาณ
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล จะทรงมีเวลาอยู่ในสิริราชสมบัติเพียง ๑๒ ปี และเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย แต่พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญทั้งน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ก็ล้วนยังประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ ดังนั้นไม่ว่าเวลานี้แผ่นดินที่เรายืนอยู่จะมีชื่อว่าอะไร หรือปกครองด้วยระบอบใด คงมิใช่ประเด็นสำคัญนัก ขอเพียงผู้อยู่อาศัยสำนึกได้ว่า แผ่นดินนี้อยู่มาได้ด้วยพระบารมีแห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ก็คงเพียงพอแล้ว