Home
แผ่นดินไทยบนเส้นทางประวัติศาสตร์
รัชกาลที่ ๙
แผ่นดินไทยบนเส้นทางประวัติศาสตร์
รัชกาลที่ ๙
รัชกาลที่ ๙
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น "พลังของแผ่นดิน"
นับแต่วาระที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลถูกพระแสงปืนเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙รัฐบาลก็ได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีสืบต่อมาซึ่งช่วยให้ความเศร้าโศกที่ท่วมท้นอยู่ในหัวใจของอาณาประชาราษฎร์ค่อยๆคลายเป็นความปิติยินดี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น "พลังของแผ่นดิน"
นับแต่วาระที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลถูกพระแสงปืนเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙รัฐบาลก็ได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีสืบต่อมาซึ่งช่วยให้ความเศร้าโศกที่ท่วมท้นอยู่ในหัวใจของอาณาประชาราษฎร์ค่อยๆคลายเป็นความปิติยินดี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงทราบดีว่าประชาชนปรารถนาจะให้พระองค์ประทับอยู่ในเมืองไทยเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศต้องประสบกับความวิปโยคอย่างใหญ่หลวงต่อการที่ต้องสูญเสียพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ ไปอย่างกะทันหัน แต่ด้วยพระราชภาระทางด้านการศึกษาพระองค์จึงมิอาจสนองความประสงค์ของประชาชนในขณะนั้นได้กระนั้นก็ทรงแสดงความระลึกถึงไว้ในบทพระราชนิพนธ์ที่ลงพิมพ์ในหนังสือ "วงวรรณคดี"ฉบับประจำเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๐ เรื่อง "เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิสเซอร์แลนด์"
· "...วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ วันนี้คือวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว ...รถแล่นฝ่าฝูงชนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้างตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า "อย่าละทิ้งประชาชน"อยากจะร้องบอกเขาไปว่า "ถ้าประชาชนไม่ "ทิ้ง" ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ "ละทิ้ง"อย่าไรได้" แต่รถวิ่งเร็วและไปไกลเสียแล้ว..."
พระราชนิพนธ์ดังกล่าวทำให้ชาวไทยได้รับรู้ถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงผูกพันอยู่กับประชาชนของพระองค์อย่างเหนียวแน่นและเป็นเวลานานถึง ๒๐ ปี พระองค์จึงทรงมีโอกาสได้พบราษฎร์ผู้ที่กล่าวข้อความว่า "อย่าละทิ้งประชาชน"ซึ่งพระองค์ทรงปรารถนาเป็นเวลานานแล้วที่จะให้ราษฎรผู้นั้นได้ทราบว่า "...นั่นแหละทำให้เรารำลึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา"
การเสด็จนิวัตประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ นับเป็นครั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพระหลังจากทรงจัดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชอย่างสมพระเกียรติเป็นที่เรียบร้อยพระองค์โปรดให้ตั้งการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรขึ้น ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าวังสระปทุม เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน และเดือนต่อมา เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคมโปรดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้เองพระองค์ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก่ปวงชนชาวไทยว่า....
การเสด็จนิวัตประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ นับเป็นครั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพระหลังจากทรงจัดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชอย่างสมพระเกียรติเป็นที่เรียบร้อยพระองค์โปรดให้ตั้งการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรขึ้น ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าวังสระปทุม เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน และเดือนต่อมา เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคมโปรดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้เองพระองค์ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก่ปวงชนชาวไทยว่า....
"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
และจากวันนั้น จนถึงวันนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทางแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ตลอดมาว่าทรงดำรงมั่นอยู่ในพระราชปณิฐาน ที่ได้พระราชทานไว้มิได้บกพร่องอีกทั้งเหล่าพสกนิกรก็ตระหนักสำนึกโดยทั่วกันว่าด้วยพระบารมีและพระบุญญาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้ ประชาชนบนผืนแผ่นดินไทยจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นปกติสุขแม้จะถูกรุมเร้าด้วยวิกฤตการณ์รอบด้าน ทั้งจากด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม พลังงานและสิ่งแวดล้อม
สภาพบ้านเมืองไทยก่อนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๙นั้นอยู่ในช่วงที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตำต่ำอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งในสงครามครั้งนั้นแผ่นดินไทยได้กลายเป็นสมรภูมิรบแห่งหนึ่ง ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่จึงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างแร้นแค้นต้องประสบความเดือดร้อนทั้งด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกินแม้รัฐบาลในขณะนั้นจะพยายามแก้ไขด้วยวิธีการใดๆ ก็หาได้ช่วยให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นเท่าที่ควรไม่จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์หลังการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่๒ กระทำได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จนนำไปสู่สถานการณ์สู้รบของประเทศในอินโดจีนโดยเฉพาะสงครามเวียดนามระหว่างฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีจีนและรัสเซียเป็นผู้นำ รวมไปถึงสงครามภายในประเทศเพื่อนบ้านของไทยไม่ว่าจะเป็น ลาว หรือกัมพูชา หรือแม้แต่พม่าและในที่สุดฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็สามารถเข้ายึดครองประเทศในอินโดจีนได้สำเร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๘ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้การแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ประเทศไทยจึงทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงเป็นพลังสำคัญในการนำกำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชนเข้าสู่สมรภูมิ "สงครามแห่งความยากจน" ระยะแรกทรงพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ประสบปัญหาจากโรคภัยนานัปการอันเนื่องมาจากการขาดการเรียนรู้ที่จะรักษาตนเองประกอบกับในเวลานั้นงานบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานของประเทศยังอยู่ในระยะแรกจึงเน้นไปในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่ มีการสร้างอาคารโรงพยาบาลเพื่อรองรับคนเจ็บป่วยและการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามโครงการการแพทย์หลวงพระราชทาน "เรือเวชพาหน์"เป็นต้น
ต่อมาเมื่อปัญหาด้านสุขภาวะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับจึงทรงเน้นไปในงานด้านการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาอาชีพเพื่อช่วยค้ำจุนให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้ในเบื้องต้นและให้สามารถดำรงชีพอยู่ต่อไปด้วยความมั่นคงมีการสร้างถนนและอ่างเก็บน้ำเป็นต้น
โครงการตามพระราชดำริ
ในระยะแรกแบ่งได้เป็น ๒ประเภท คือ โครงการที่มีการค้นคว้าศึกษาทดลองเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเริ่มดำเนินการเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๕ ในพื้นที่จริงทั้งในสวนจิตรลดาพระราชวังดุสิต และในพื้นที่อื่นๆ โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ส่วนหนึ่งต่อมารัฐบาลจึงได้รับสนองพระราชดำริด้วยการจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นรองรับ
อีกประเภทหนึ่งคือ โครงการที่เริ่มเข้าไปแก้ไขปัญหาหลักของเกษตรกร เป็นการพัฒนาแบบผสมผสานโดยระยะแรกอยู่ในพื้นที่ใกล้บริเวณที่ประทับในภูมิภาคจากนั้นได้ขยายขอบเขตกว้างยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
โครงการพระราชประสงค์สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง
เป็นโครงการแรกในการพัฒนาชนบทของประเทศไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มขึ้นในคราวที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๗ เป้าหมายหลักของโครงการ คือการจัดตั้งศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร สำหรับศึกษาหาข้อมูลในด้านการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้งตลอดจนสาธิตการใช้เทคโนโลยีการเกษตรและทำการปฏิรูปที่ดินโดยการพัฒนาที่ดินที่ว่างเปล่าแล้วนำไปจัดสรรให้เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินทำการเพาะปลูกเป็นของตนเองเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพตามวิธีการเกษตรแผนใหม่แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน จากนั้นโปรดให้รวมกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจัดตั้งเป็น "สหกรณ์การเกษตร"โดยใช้หลักและวิธีการสหกรณ์เข้าไปแก้ปัญหาด้านต่างๆ ของสมาชิกตั้งแต่ขึ้นการผลิตจนถึงการนำออกสู่ตลาดเพื่อจัดจำหน่ายอีกทั้งเพื่อให้เป็นแหล่งให้การศึกษา การส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกรนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยใช้บริเวณตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ดำเนินการ มีศูนย์การทหารราบเป็นหน่วยรับผิดชอบ
โครงการสหกรณ์เกษตรหุบกะพงมิใช่เป็นเพียงโครงการเริ่มต้นของงานพัฒนาชนบทไทยตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น หากแต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของงานส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ช่วยยกฐานะชาวนา ชาวไร่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย โดยเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๕ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยเปิดการฝึกอบรมวิธีการจักสานเครื่องใช้ในครัวเรือนแก่กลุ่มสตรีหุบกะพงจนส่งผลให้ในปัจจุบันสิ่งประดิษฐ์จากป่านศรนารายณ์เป็นสินค้าที่นิยมอยู่ทั่วไป
จากเวลานั้นเป็นต้นมาได้มีการพัฒนางานด้านศิลปาชีพอย่างกว้างขวางนำไปสู่การก่อตั้ง "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์" เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๙ และได้พัฒนามาเป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" ในปัจจุบัน
สำหรับโครงการตามพระราชดำริ ปัจจุบันเรียกว่า "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" เป็นโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนาและเสนอแนะให้ภาครัฐบาลและทุกส่วนราชการร่วมดำเนินการตามพระราชดำริโดยพระองค์เสด็จเข้าร่วมทรงงานกับหน่วยราชการทั้งหลายด้วยโครงการตามพระราชดำรินี้มีหลายประเภท ในระยะแรกมีชื่อเรียกต่างกันไป ได้แก่โครงการตามพระราชประสงค์หมายถึงโครงการที่ทรงศึกษาปฏิบัติส่วนพระองค์กับผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์สาขาต่างๆเมื่อได้ผลดีแล้วจึงทรงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ส่วนโครงการหลวงเป็นโครงการที่ทรงมุ่งพัฒนาชาวไทยภูเขาให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำเค็ญด้วยวิธีการปลูกพืชทดแทนฝิ่นเพื่อจะได้ละเลิกการตัดไม้ทำลายป่าแล้วหันมาดำเนินชีวิตตามวิถีเกษตรแบบใหม่ซึ่งช่วยให้มีรายได้ดียิ่งขึ้นอีกประเภทหนึ่งคือโครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ซึ่งเป็นโครงการพระราชทาน
ปัจจุบันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีมากกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือสำนักงาน กปร. ทำหน้าที่สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแผนงานตลอดจนประสานงานกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งติดตามประเมินผลและปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้พระราชทานพระราชดำริไว้เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงยังประโยชน์สุขแก่ประชาชนสืบไป
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงาน กปร. แยกได้เป็น ๗ ประเภท ได้แก่ ด้านการเกษตรด้านสิ่งแวดล้อม มีการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดินการบริหารจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตร การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ด้านสาธารณสุข ด้านการส่งเสริมอาชีพด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้านการคมนาคมและด้านสวัสดิการสังคม
ในการทรงงาน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงศึกษาสภาพแวดล้อมโดยรอบจนทรงทราบสาเหตุของปัญหาเป็นที่แน่ชัดแล้วจึงทรงหาวิธีให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในด้านวิชาการและเทคโนโลยีพร้อมกันนั้นก็ทรงปลุกจิตสำนึกให้ผู้คนจากทุกภาคส่วนร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม เพื่อคืนป่าต้นน้ำกลับมาและทรงพยายามปรับเปลี่ยนน้ำเน่าเสียให้กลายเป็นน้ำดีทรงหาวิธีบำรุงรักษาดินที่อยู่ในสภาพใช้การไม่ได้แล้วไม่ว่าจะเป็นดินเปรี้ยวดินเค็ม หรือดินดาน ให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในกรเพาะปลูกได้อีก และสำหรับพื้นที่ที่ประสบความแห้งแล้งซ้ำซาก ก็โปรดให้แก้ปัญหาด้วยการทำ "ฝนหลวง"
และเพื่อให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องยั่งยืนพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นทั่วประเทศ รวม ๖ ศูนย์ ได้แก่
สภาพบ้านเมืองไทยก่อนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๙นั้นอยู่ในช่วงที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตำต่ำอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งในสงครามครั้งนั้นแผ่นดินไทยได้กลายเป็นสมรภูมิรบแห่งหนึ่ง ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่จึงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างแร้นแค้นต้องประสบความเดือดร้อนทั้งด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกินแม้รัฐบาลในขณะนั้นจะพยายามแก้ไขด้วยวิธีการใดๆ ก็หาได้ช่วยให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นเท่าที่ควรไม่จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์หลังการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่๒ กระทำได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จนนำไปสู่สถานการณ์สู้รบของประเทศในอินโดจีนโดยเฉพาะสงครามเวียดนามระหว่างฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีจีนและรัสเซียเป็นผู้นำ รวมไปถึงสงครามภายในประเทศเพื่อนบ้านของไทยไม่ว่าจะเป็น ลาว หรือกัมพูชา หรือแม้แต่พม่าและในที่สุดฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็สามารถเข้ายึดครองประเทศในอินโดจีนได้สำเร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๘ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้การแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ประเทศไทยจึงทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงเป็นพลังสำคัญในการนำกำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชนเข้าสู่สมรภูมิ "สงครามแห่งความยากจน" ระยะแรกทรงพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ประสบปัญหาจากโรคภัยนานัปการอันเนื่องมาจากการขาดการเรียนรู้ที่จะรักษาตนเองประกอบกับในเวลานั้นงานบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานของประเทศยังอยู่ในระยะแรกจึงเน้นไปในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่ มีการสร้างอาคารโรงพยาบาลเพื่อรองรับคนเจ็บป่วยและการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามโครงการการแพทย์หลวงพระราชทาน "เรือเวชพาหน์"เป็นต้น
ต่อมาเมื่อปัญหาด้านสุขภาวะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับจึงทรงเน้นไปในงานด้านการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาอาชีพเพื่อช่วยค้ำจุนให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้ในเบื้องต้นและให้สามารถดำรงชีพอยู่ต่อไปด้วยความมั่นคงมีการสร้างถนนและอ่างเก็บน้ำเป็นต้น
โครงการตามพระราชดำริ
ในระยะแรกแบ่งได้เป็น ๒ประเภท คือ โครงการที่มีการค้นคว้าศึกษาทดลองเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเริ่มดำเนินการเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๕ ในพื้นที่จริงทั้งในสวนจิตรลดาพระราชวังดุสิต และในพื้นที่อื่นๆ โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ส่วนหนึ่งต่อมารัฐบาลจึงได้รับสนองพระราชดำริด้วยการจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นรองรับ
อีกประเภทหนึ่งคือ โครงการที่เริ่มเข้าไปแก้ไขปัญหาหลักของเกษตรกร เป็นการพัฒนาแบบผสมผสานโดยระยะแรกอยู่ในพื้นที่ใกล้บริเวณที่ประทับในภูมิภาคจากนั้นได้ขยายขอบเขตกว้างยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
โครงการพระราชประสงค์สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง
เป็นโครงการแรกในการพัฒนาชนบทของประเทศไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มขึ้นในคราวที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๗ เป้าหมายหลักของโครงการ คือการจัดตั้งศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร สำหรับศึกษาหาข้อมูลในด้านการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้งตลอดจนสาธิตการใช้เทคโนโลยีการเกษตรและทำการปฏิรูปที่ดินโดยการพัฒนาที่ดินที่ว่างเปล่าแล้วนำไปจัดสรรให้เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินทำการเพาะปลูกเป็นของตนเองเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพตามวิธีการเกษตรแผนใหม่แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน จากนั้นโปรดให้รวมกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจัดตั้งเป็น "สหกรณ์การเกษตร"โดยใช้หลักและวิธีการสหกรณ์เข้าไปแก้ปัญหาด้านต่างๆ ของสมาชิกตั้งแต่ขึ้นการผลิตจนถึงการนำออกสู่ตลาดเพื่อจัดจำหน่ายอีกทั้งเพื่อให้เป็นแหล่งให้การศึกษา การส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกรนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยใช้บริเวณตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ดำเนินการ มีศูนย์การทหารราบเป็นหน่วยรับผิดชอบ
โครงการสหกรณ์เกษตรหุบกะพงมิใช่เป็นเพียงโครงการเริ่มต้นของงานพัฒนาชนบทไทยตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น หากแต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของงานส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ช่วยยกฐานะชาวนา ชาวไร่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย โดยเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๕ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยเปิดการฝึกอบรมวิธีการจักสานเครื่องใช้ในครัวเรือนแก่กลุ่มสตรีหุบกะพงจนส่งผลให้ในปัจจุบันสิ่งประดิษฐ์จากป่านศรนารายณ์เป็นสินค้าที่นิยมอยู่ทั่วไป
จากเวลานั้นเป็นต้นมาได้มีการพัฒนางานด้านศิลปาชีพอย่างกว้างขวางนำไปสู่การก่อตั้ง "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์" เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๙ และได้พัฒนามาเป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" ในปัจจุบัน
สำหรับโครงการตามพระราชดำริ ปัจจุบันเรียกว่า "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" เป็นโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนาและเสนอแนะให้ภาครัฐบาลและทุกส่วนราชการร่วมดำเนินการตามพระราชดำริโดยพระองค์เสด็จเข้าร่วมทรงงานกับหน่วยราชการทั้งหลายด้วยโครงการตามพระราชดำรินี้มีหลายประเภท ในระยะแรกมีชื่อเรียกต่างกันไป ได้แก่โครงการตามพระราชประสงค์หมายถึงโครงการที่ทรงศึกษาปฏิบัติส่วนพระองค์กับผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์สาขาต่างๆเมื่อได้ผลดีแล้วจึงทรงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ส่วนโครงการหลวงเป็นโครงการที่ทรงมุ่งพัฒนาชาวไทยภูเขาให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำเค็ญด้วยวิธีการปลูกพืชทดแทนฝิ่นเพื่อจะได้ละเลิกการตัดไม้ทำลายป่าแล้วหันมาดำเนินชีวิตตามวิถีเกษตรแบบใหม่ซึ่งช่วยให้มีรายได้ดียิ่งขึ้นอีกประเภทหนึ่งคือโครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ซึ่งเป็นโครงการพระราชทาน
ปัจจุบันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีมากกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือสำนักงาน กปร. ทำหน้าที่สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแผนงานตลอดจนประสานงานกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งติดตามประเมินผลและปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้พระราชทานพระราชดำริไว้เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงยังประโยชน์สุขแก่ประชาชนสืบไป
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงาน กปร. แยกได้เป็น ๗ ประเภท ได้แก่ ด้านการเกษตรด้านสิ่งแวดล้อม มีการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดินการบริหารจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตร การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ด้านสาธารณสุข ด้านการส่งเสริมอาชีพด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้านการคมนาคมและด้านสวัสดิการสังคม
ในการทรงงาน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงศึกษาสภาพแวดล้อมโดยรอบจนทรงทราบสาเหตุของปัญหาเป็นที่แน่ชัดแล้วจึงทรงหาวิธีให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในด้านวิชาการและเทคโนโลยีพร้อมกันนั้นก็ทรงปลุกจิตสำนึกให้ผู้คนจากทุกภาคส่วนร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม เพื่อคืนป่าต้นน้ำกลับมาและทรงพยายามปรับเปลี่ยนน้ำเน่าเสียให้กลายเป็นน้ำดีทรงหาวิธีบำรุงรักษาดินที่อยู่ในสภาพใช้การไม่ได้แล้วไม่ว่าจะเป็นดินเปรี้ยวดินเค็ม หรือดินดาน ให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในกรเพาะปลูกได้อีก และสำหรับพื้นที่ที่ประสบความแห้งแล้งซ้ำซาก ก็โปรดให้แก้ปัญหาด้วยการทำ "ฝนหลวง"
และเพื่อให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องยั่งยืนพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นทั่วประเทศ รวม ๖ ศูนย์ ได้แก่
· ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ อำเภอพนมสารคามจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นศูนย์รวมของความสมบูรณ์แบบเน้นการปรับปรุงและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของดินและน้ำให้ความสมบูรณ์
· ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาสเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาพื้นที่ป่าพรุเสื่อมโทรม เพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้
· ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนครใช้เป็นศูนย์ทดลองงานพัฒนาการเกษตรสาขาต่างๆ บนพื้นที่ซึ่งเป็นดินปนทราย ดินเค็มและขาดแคลนน้ำ
· ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ บริเวณป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางในการศึกษารูปแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารเนื่องจากมีการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดสภาพแห้งแล้งและมีไฟป่ามาก
·
· ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์นี้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ และพลิกฟื้นป่ากลับคืนมาก่อนที่พื้นดินจะกลายเป็นทะเลทราย
· ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นศูนย์ที่ทำการศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพื่อปรับสภาพแวดล้อม ด้านการประมงชายฝั่งและการเกษตรในเขตพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของจังหวัดจันทบุรี
แต่ละศูนย์มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันการแก้ปัญหาจึงแตกต่างกันไปตามภูมิสังคมโดยโปรดให้บูรณาการงานของกระทรวงทบวงกรมต่างๆเข้ามาอยู่ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้ศูนย์เหล่านี้เป็นสถานที่ทดลอง ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนางานตามโครงการต่างๆ ก่อนขยายผลไปสู่ภาคประชาชนและภาคเอกชน
หลังจากทรงงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริล้วนเกิดจากการที่ทรงค้นพบหลังการศึกษาสำรวจหาข้อมูลด้านต่างๆ ด้วยพระวิริยอุตสาหะนับตั้งแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตามความจำเป็นไปก่อน จากนั้นนำมาสู่การพัฒนาที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงก่อนแล้วจึงดำเนินการเพื่อความเจริญก้าวหน้าในลำดับต่อๆ มาทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน" คือ การทำให้ชุมชน หมู่บ้านมีความเข้มแข็งก่อนออกไปสู่สังคมภายนอก หลักการสำคัญ คือ การพึ่งตนเองด้วยมีพระราชดำริว่า "
หลังจากทรงงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริล้วนเกิดจากการที่ทรงค้นพบหลังการศึกษาสำรวจหาข้อมูลด้านต่างๆ ด้วยพระวิริยอุตสาหะนับตั้งแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตามความจำเป็นไปก่อน จากนั้นนำมาสู่การพัฒนาที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงก่อนแล้วจึงดำเนินการเพื่อความเจริญก้าวหน้าในลำดับต่อๆ มาทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน" คือ การทำให้ชุมชน หมู่บ้านมีความเข้มแข็งก่อนออกไปสู่สังคมภายนอก หลักการสำคัญ คือ การพึ่งตนเองด้วยมีพระราชดำริว่า "
"...ในการช่วยเหลือนั้น ควรยึดหลักสำคัญว่าเราจะช่วยเขาเพื่อให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ต่อไป..."
แต่การที่จะให้พึ่งตนเองให้ได้นั้นจำเป็นต้องส่งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการ สมัยใหม่ที่เหมาะสมให้ด้วยอีกทั้งต้องมี "ตัวอย่างของความสำเร็จ" เพื่อให้ศึกษาเป็นแบบอย่างจะได้สามารถนำไปปฏิบัติได้เองและต้องไม่ลืมการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกันด้วยเพื่อผลดีต่อการพัฒนาการเกษตรโดยตรงทั้งจะเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาวสืบไป
ในการทรงงานเพื่อราษฎรพระองค์ทรงปรารถนาที่จะได้รับทราบข่าวสารเกี่ยวกับความเป็นอยู่และทุกข์ของราษฎรอย่างรวดเร็วจึงทรงนำเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการพัฒนาประเทศโดยโปรดให้รวบรวมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานของภาครัฐมาพัฒนาปรับปรุงระบบวิทยุสื่อสารให้มีประสิทธิภาพรวมไปถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสารให้รับฟังได้ทั่วประเทศ
และมิใช่เพียงการปรับปรุงระบบวิทยุสื่อสารและเครื่องรับ-เครื่องส่งวิทยุให้มีประสิทธิภาพกว้างไกลเท่านั้นหากแต่ยังได้ทรงตั้งสถานีวิทยุ อส. ขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๕ ขณะยังประทับอยู่ ณพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตเพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรมีช่องทางติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้นอีกทั้งพระองค์ได้ทรงตั้งวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ขึ้นเพื่อทรงดนตรีออกอากาศสร้างความสุขแก่ประชาชน
ประการสำคัญ ในคราวที่เกิดมหาวาตภัยในภาคใต้เมื่อวันที่ ๒๕-๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕ โดยเฉพาะที่ แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเกิดการสูญเสียอย่างหนึก หลายร้อยคนหาทางออกไม่ได้คนภายนอกจะเข้าไปช่วยเหลือก็ไม่ได้ ต้องใช้เครื่องบินทิ้งอาหารลงไปให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบสถานการณ์ด้วยความโทมนัสพระราชหฤทัยเป็นที่สุด พระองค์โปรดให้ วิทยุอ.ส.พระราชวังดุสิต เป็นแหล่งกระจายข่าวอย่างละเอียดพร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนให้บริจาคร่วมด้วยจนพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเต็มไปด้วยสิ่งของกองเต็มไปหมด
เหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาสู่การก่อตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยใช้เงินบริจาคในส่วนที่เหลือจากการส่งไปช่วยผู้ประสบความเดือดร้อนอย่างทั่วถึงแล้ว
นอกจากด้านวิทยุกระจายเสียงแล้วพระองค์ยังทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งความคิดริเริ่มในการออกแบบและสร้างสายอากาศย่านความถี่สูงมาก เพื่อทรงใช้กับวิทยุสื่อสารส่วนพระองค์ และวิทยุของส่วนราชการต่างๆทั้งทรงเป็นผู้จุดประกายการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๓ซึ่งได้มีการพัฒนาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในเวลาต่อมาและตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นต้นมา พระองค์ทรงใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือจัดทำส.ค.ส.พระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนด้วยพระองค์เองเป็นประจำทุกปี
กิจการด้านสถานีวิทยุโทรทัศน์ก็เป็นการขยายตัวของงานด้านการสื่อสารของไทยโดยมีการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง ๔ ที่พัฒนามาเป็นองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ขึ้นแห่งแรกที่บางขุนพรหมเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๘
พัฒนาการของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การศึกษาได้รับการพัฒนาตามไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำเครื่องมือสื่อสารมาเป็นปัจจัยในการพัฒนาบุคลากรตามโครงการดระดาบสตามกระแสพระราชดำริ ในรูปของการศึกษานอกระบบและโครงการศึกษาสายสามัญด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชนอย่างมาก ทรงชี้ให้เห็นถึงเจตนาของการศึกษาว่าคือ
"การวางรากฐานที่ดีที่ถูกต้องในตัวบุคคล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและความรู้ทั้งปวง สำคัญที่สุด คือ รากฐานด้านความรู้จักรับผิดชอบชั่วดีรู้จักคิดตัดสินใจตามทางที่ถูก ที่เป็นธรรมที่สร้างสรรค์"
พระองค์จึงมีพระราชปณิธานในการให้การศึกษาแก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกคนอย่างทั่วถึงในทุกระดับการศึกษา และทุกระบบ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ไปจนถึงระดับประเทศกล่าวคือ ทรงเริ่มพัฒนาการศึกษาในระบบ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๘ โดยโปรดให้ตั้งโรงเรียน "จิตรลดา"ขึ้นและต่อมาได้มีโรงเรียนที่ตั้งขึ้นตามพระราชปณิฐานด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปอีกจำนวนมากได้แก่ "โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์" "โรงเรียนราชประชาสมาสัย" "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์" "โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน" "โรงเรียนร่มเกล้า" และโรงเรียนที่ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนคือโรงเรียนราชวินิต โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย
นอกจากนั้นยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อตั้งกองทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาประกอบด้วย ทุนมูลนิธิ "ภูมิพล" ทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล" ทุนเล่าเรียนหลวงและทุนนวฤกษ์
ต่อมาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูที่สอนระดับมัธยมศึกษาโดยเฉพาะในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนที่อยู่บริเวณชายแดนพระองค์จึงโปรดให้จัดการศึกษาในระบบทางไกลผ่านดาวเทียม จากโรงเรียนวังไกลกังวลอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งในปัจจุบันได้เพิ่มการถ่ายทอดรายการศึกษาชุมชนหลักสูตรวิชาชีพของวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวลหลักสูตรสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตวังไกลกังวลและรายการของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เข้าไว้ด้วย
นอกจากนั้นเพื่อให้โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญมีเอกสารสำหรับใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ที่กว้างขวางยิ่งขึ้นยังโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ตาม "โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"ขึ้นเพื่อพระราชทานไปยังโรงเรียนต่างๆอีกด้วย
ขณะที่ภายในประเทศต้องเผชิญกับสงครามแห่งความยากจนอยู่นั้นภัยคุกคามจากภายนอกในรูปของสงครามอาวุธ ก็หาได้ยุติลงไม่โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่หน่วยราชการเข้าไปไม่ถึงฝ่ายทหารจึงได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือปกป้องคุ้มครองแก่ราษฎรในชนบทห่างไกลความเจริญเป็นการสนองตอบต่อพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวโดยโปรดให้นำโครงการพระราชดำริเข้าไปดำเนินการในพื้นที่เหล่านั้นด้วยมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า
ในการทรงงานเพื่อราษฎรพระองค์ทรงปรารถนาที่จะได้รับทราบข่าวสารเกี่ยวกับความเป็นอยู่และทุกข์ของราษฎรอย่างรวดเร็วจึงทรงนำเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการพัฒนาประเทศโดยโปรดให้รวบรวมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานของภาครัฐมาพัฒนาปรับปรุงระบบวิทยุสื่อสารให้มีประสิทธิภาพรวมไปถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสารให้รับฟังได้ทั่วประเทศ
และมิใช่เพียงการปรับปรุงระบบวิทยุสื่อสารและเครื่องรับ-เครื่องส่งวิทยุให้มีประสิทธิภาพกว้างไกลเท่านั้นหากแต่ยังได้ทรงตั้งสถานีวิทยุ อส. ขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๕ ขณะยังประทับอยู่ ณพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตเพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรมีช่องทางติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้นอีกทั้งพระองค์ได้ทรงตั้งวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ขึ้นเพื่อทรงดนตรีออกอากาศสร้างความสุขแก่ประชาชน
ประการสำคัญ ในคราวที่เกิดมหาวาตภัยในภาคใต้เมื่อวันที่ ๒๕-๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕ โดยเฉพาะที่ แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเกิดการสูญเสียอย่างหนึก หลายร้อยคนหาทางออกไม่ได้คนภายนอกจะเข้าไปช่วยเหลือก็ไม่ได้ ต้องใช้เครื่องบินทิ้งอาหารลงไปให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบสถานการณ์ด้วยความโทมนัสพระราชหฤทัยเป็นที่สุด พระองค์โปรดให้ วิทยุอ.ส.พระราชวังดุสิต เป็นแหล่งกระจายข่าวอย่างละเอียดพร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนให้บริจาคร่วมด้วยจนพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเต็มไปด้วยสิ่งของกองเต็มไปหมด
เหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาสู่การก่อตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยใช้เงินบริจาคในส่วนที่เหลือจากการส่งไปช่วยผู้ประสบความเดือดร้อนอย่างทั่วถึงแล้ว
นอกจากด้านวิทยุกระจายเสียงแล้วพระองค์ยังทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งความคิดริเริ่มในการออกแบบและสร้างสายอากาศย่านความถี่สูงมาก เพื่อทรงใช้กับวิทยุสื่อสารส่วนพระองค์ และวิทยุของส่วนราชการต่างๆทั้งทรงเป็นผู้จุดประกายการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๓ซึ่งได้มีการพัฒนาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในเวลาต่อมาและตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นต้นมา พระองค์ทรงใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือจัดทำส.ค.ส.พระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนด้วยพระองค์เองเป็นประจำทุกปี
กิจการด้านสถานีวิทยุโทรทัศน์ก็เป็นการขยายตัวของงานด้านการสื่อสารของไทยโดยมีการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง ๔ ที่พัฒนามาเป็นองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ขึ้นแห่งแรกที่บางขุนพรหมเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๘
พัฒนาการของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การศึกษาได้รับการพัฒนาตามไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำเครื่องมือสื่อสารมาเป็นปัจจัยในการพัฒนาบุคลากรตามโครงการดระดาบสตามกระแสพระราชดำริ ในรูปของการศึกษานอกระบบและโครงการศึกษาสายสามัญด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชนอย่างมาก ทรงชี้ให้เห็นถึงเจตนาของการศึกษาว่าคือ
"การวางรากฐานที่ดีที่ถูกต้องในตัวบุคคล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและความรู้ทั้งปวง สำคัญที่สุด คือ รากฐานด้านความรู้จักรับผิดชอบชั่วดีรู้จักคิดตัดสินใจตามทางที่ถูก ที่เป็นธรรมที่สร้างสรรค์"
พระองค์จึงมีพระราชปณิธานในการให้การศึกษาแก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกคนอย่างทั่วถึงในทุกระดับการศึกษา และทุกระบบ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ไปจนถึงระดับประเทศกล่าวคือ ทรงเริ่มพัฒนาการศึกษาในระบบ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๘ โดยโปรดให้ตั้งโรงเรียน "จิตรลดา"ขึ้นและต่อมาได้มีโรงเรียนที่ตั้งขึ้นตามพระราชปณิฐานด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปอีกจำนวนมากได้แก่ "โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์" "โรงเรียนราชประชาสมาสัย" "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์" "โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน" "โรงเรียนร่มเกล้า" และโรงเรียนที่ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนคือโรงเรียนราชวินิต โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย
นอกจากนั้นยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อตั้งกองทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาประกอบด้วย ทุนมูลนิธิ "ภูมิพล" ทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล" ทุนเล่าเรียนหลวงและทุนนวฤกษ์
ต่อมาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูที่สอนระดับมัธยมศึกษาโดยเฉพาะในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนที่อยู่บริเวณชายแดนพระองค์จึงโปรดให้จัดการศึกษาในระบบทางไกลผ่านดาวเทียม จากโรงเรียนวังไกลกังวลอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งในปัจจุบันได้เพิ่มการถ่ายทอดรายการศึกษาชุมชนหลักสูตรวิชาชีพของวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวลหลักสูตรสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตวังไกลกังวลและรายการของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เข้าไว้ด้วย
นอกจากนั้นเพื่อให้โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญมีเอกสารสำหรับใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ที่กว้างขวางยิ่งขึ้นยังโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ตาม "โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"ขึ้นเพื่อพระราชทานไปยังโรงเรียนต่างๆอีกด้วย
ขณะที่ภายในประเทศต้องเผชิญกับสงครามแห่งความยากจนอยู่นั้นภัยคุกคามจากภายนอกในรูปของสงครามอาวุธ ก็หาได้ยุติลงไม่โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่หน่วยราชการเข้าไปไม่ถึงฝ่ายทหารจึงได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือปกป้องคุ้มครองแก่ราษฎรในชนบทห่างไกลความเจริญเป็นการสนองตอบต่อพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวโดยโปรดให้นำโครงการพระราชดำริเข้าไปดำเนินการในพื้นที่เหล่านั้นด้วยมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า
"ถ้ามีการบุกรุกเข้าด้วยอาวุธเราต้องรบ ถ้ารุกเข้ามาด้วยการแทรกซึมเราต้องทำให้บ้านเมืองมั่นคงด้วยการพัฒนา ให้ประชาชนทั่วไปมีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคง"
และทรงชี้ให้เห็นว่า "อันความมั่นคงของชาตินั้นมิใช่ก่อกำเนิดหรือกำเนิดขึ้นได้ด้วยพลังอำนาจทางการทหารในการป้องกันประเทศเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการที่จะต้องสร้างสรรค์ให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีกินดีมีความสุขสมบูรณ์ เขาจึงจะเกิดความรักแผ่นดินนี้และนั่นคือความมั่นคงของชาติที่แท้จริงและถาวร"
ในรัชกาลของพระองค์ ทหารจึงมิได้มีหน้าที่เพียงทำการรบเพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยแห่งดินแดนเท่านั้นหากแต่ยังต้องทำการพัฒนาประเทศไปพร้อมกันด้วยโดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นจอมทัพพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปบำรุงขวัญและพระราชทานกำลังใจสให้บรรดาทหาร ตำรวจพลเรือน และกำลังอาสาสมัครภาคประชาชนด้วยการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนถึงพื้นที่การรบอยู่บ่อยครั้งทั้งได้พระราชทาน "ยุทธศาสตร์พัฒนา" ให้ทหารและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำไปดำเนินการในพื้นที่ปัญหาเพื่อช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและจากยุทธศาสตร์พัฒนาที่ได้พระราชทานไว้นั่นเองที่เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จตามนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓อันนำมาสู่การยุติสถานการณ์ปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยลงได้เมื่อปลายพุทธศักราช ๒๕๒๖
อย่างไรก็ตาม ขณะที่การต่อสู้ยังดำเนินอยู่นั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ "วันมหาวิปโยค" ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖หากมิใช่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระบรมเดชานุภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงขอให้ฝ่ายผู้นำรัฐบาลลาออกจากตำแหน่งและเดินทางไปต่างประเทศแล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆและดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วแล้วคงยากที่จะยุติความรุนแรงครั้งนั้นลงได้ กระนั้นก็ยังตามมาด้วยเหตุการณ์วันที่ ๖ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนเป็นเหตุให้ทั้งครูอาจารย์และปัญญาชนจำนวนไม่น้อยได้หลบหนีเข้าป่าไปเป็นกำลังของฝ่ายตรงข้าม
พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกด้านเป็นที่ประจักษ์ทั่วกัน มิใช่เฉพาะในบรรดาประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเท่านั้นหากแต่ชาวต่างชาติก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระวิริยอุตสาหะที่จะช่วยให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงพระวิริยอุตสาหะพิสูจน์ด้วยพระองค์เองมาเป็นเวลายาวนานดังคำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติของนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่ได้กล่าวเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคมพุทธศักราช ๒๕๔๙ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ณพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ความตอนหนึ่งว่า....
ในรัชกาลของพระองค์ ทหารจึงมิได้มีหน้าที่เพียงทำการรบเพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยแห่งดินแดนเท่านั้นหากแต่ยังต้องทำการพัฒนาประเทศไปพร้อมกันด้วยโดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นจอมทัพพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปบำรุงขวัญและพระราชทานกำลังใจสให้บรรดาทหาร ตำรวจพลเรือน และกำลังอาสาสมัครภาคประชาชนด้วยการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนถึงพื้นที่การรบอยู่บ่อยครั้งทั้งได้พระราชทาน "ยุทธศาสตร์พัฒนา" ให้ทหารและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำไปดำเนินการในพื้นที่ปัญหาเพื่อช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและจากยุทธศาสตร์พัฒนาที่ได้พระราชทานไว้นั่นเองที่เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จตามนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓อันนำมาสู่การยุติสถานการณ์ปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยลงได้เมื่อปลายพุทธศักราช ๒๕๒๖
อย่างไรก็ตาม ขณะที่การต่อสู้ยังดำเนินอยู่นั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ "วันมหาวิปโยค" ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖หากมิใช่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระบรมเดชานุภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงขอให้ฝ่ายผู้นำรัฐบาลลาออกจากตำแหน่งและเดินทางไปต่างประเทศแล้วมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆและดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วแล้วคงยากที่จะยุติความรุนแรงครั้งนั้นลงได้ กระนั้นก็ยังตามมาด้วยเหตุการณ์วันที่ ๖ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนเป็นเหตุให้ทั้งครูอาจารย์และปัญญาชนจำนวนไม่น้อยได้หลบหนีเข้าป่าไปเป็นกำลังของฝ่ายตรงข้าม
พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกด้านเป็นที่ประจักษ์ทั่วกัน มิใช่เฉพาะในบรรดาประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเท่านั้นหากแต่ชาวต่างชาติก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระวิริยอุตสาหะที่จะช่วยให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงพระวิริยอุตสาหะพิสูจน์ด้วยพระองค์เองมาเป็นเวลายาวนานดังคำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติของนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่ได้กล่าวเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคมพุทธศักราช ๒๕๔๙ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ณพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ความตอนหนึ่งว่า....
· "สหประชาชาติมีความปลาบปลื้มยินดีในเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของปวงชนชาวไทยอยู่เป็นนิจ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก จึงต่างกล่าวขานพระนามพระองค์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมีพระราชหฤทัยเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกรผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสโดยไม่แบ่งแยกสถานะศาสนา ชาติพันธุ์ หรือหมู่เหล่า ทรงสดับรับฟังปัญหาความทุกข์ยากของประชาราษฎรและพระราชทานแนวทางการดำรงชีวิตเพื่อให้ประชาชนของพระองค์สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน.."
นอกจากนั้น นายโคฟี อันนัน ยังได้กล่าวถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงด้วยว่า
· "...ภายใต้แนวทางการพัฒนาคนขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย...ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาด้วยพระปรีชาสามารถในการเป็นนักคิดของพระองค์ ทำให้นานาประเทศตื่นตัวภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การเดินสายกลาง รางวัลความสำเร็จสูงสุดครั้งนี้เป็นการจุดประกายแนวคิดการพัฒนาแบบใหม่สู่นานาประเทศ..."
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานไว้มีความเชื่อมโยงกับทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จิตใจ หรือสิ่งแวดล้อมจนองค์การสหประชาชาติประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพและได้เฉลิมพระเกียรติพระองค์ด้วยการถวายรางวับ "ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์" ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีแต่ในประเทศไทยเองกลับมิได้มีความชัดเจนในการน้อมนำแนวทางพระราชดำริมาปฏิบัติให้เห็นผลอย่างจริงจังทั้งๆ ที่ได้พระราชทานแนวทางไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๗ ว่า
· "....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกินพอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อนโดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อได้พื้นฐานความมั่นคง พร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขึ้นสูงโดยลำดับต่อไปหากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วยก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆขึ้นอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด
นับเป็นความมหัศจรรย์ยิ่งนักที่พลังแห่งความรักความห่วงใยต่อประชาชนของพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งมีมากจนทรงสามารถทรงงานที่แสนลำบากยากยิ่งทุกอย่างทุกสิ่งได้โดยมิทรงรู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือย่อท้อแม้แต่สักคราวเดียว ทั้งๆที่ต้องทรงตรากตรำกรำงานที่บั่นทอนกำลังพระวรกายอยู่ตลอดเวลาเสียงสรรเสริญสดุดีที่มีต่อพระองค์จึงแซ่ซ้องไปทั่วโลกโดยเฉพาะในช่วงงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๙พระบรมฉายาลักษณ์ที่เบื้องพระพักตร์เนืองแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนนับแสนในเสื้อสีเหลืองอันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพณ พระบานพระราชวังดุสิต ตลอดไปตามแนวถนนราชดำเนินนอก จนถึงสะพานผ่านพิภพลีลาเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สื่อให้ประชาคมโลกประจักษ์ได้ถึงความจงรักภักดีอย่างท่วมท้นของอาณาประชาราษฎร์และแม่ไม่มีคำอธิบายใดๆ มาประกอบ ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่าง .... พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ..... กับราษฎรของพระองค์
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า