ชุมชนต้นแบบของการเรียนรู้ บ้านคลองเรือ
ชุมชนบ้านคลองเรือ หมู่ 9 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
ชุมชนคนอยู่-ป่ายัง
รางวัลชนะเลิศการประกวดทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2553
ชุมชนต้นแบบของการเรียนรู้ "โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนแห่งแรกของภาคใต้
สภาพทั่วไปของชุมชน
1. ที่ตั้ง
บ้านคลองเรือตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร จุดกลางหมู่บ้าน (บริเวณศูนย์เรียนรุ้ชุมชน) ตั้งอยู่ ณ พิกัดภูมิศาสตร์
ละติจูด 9 องศา 41 ลิบดา เหนือ
ลองติจูด 98 องศา 40 ลิบดา ตะวันออก
มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 220-260 เมตร
หมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน มีพื้นที่ 10,625 ไร่
พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 7,242 ไร่
พื้นที่ทำกิน 1,508 ไร
พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 1,875 ไร่ ซึ่งได้ทำการฟื้นฟูหมดแล้ว
2. การปกครอง
เดิมบ้านคลองเรือเป็นส่วนหนึ่งของหมู่ที่ 2 บ้านห้างแก ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร แต่ได้แยกออกมาเป็นหมู่ที่ 9 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547 มีผู้ใหญ่บ้าคนแรกที่ยังคงดำรงตำแหน่งจึงถึงปัจจุบัน คือ นายมนัส คล้ายรุ่ง
3. ประชากร และการประกอบอาชีพ
บ้านคลองเรือมีครัวเรือประชากร 87 ครัวเรือน ประชากรทั้งสิ้น 267 คน นับถือศาสนาพุทธ มีอาชีพทำสวน พืชที่ปลูกได้แก่ กาแฟ, ผลไม้ และปาล์มน้ำมัน ส่วนใหญ่ทำในลักษณะสวนผสมผสาน มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 100,000 บาท/ครัวเรือน/ปี แรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานในครัวเรือน ไม่มีแรงงานต่างชาติ
4. ประวัติความเป็นมาของชุมชน
บ้านคลองเรือมีระยะเวลาในการตั้งถิ่นฐานมาแล้วประมาณ 35 ปี พื้นที่เดิมมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ ผู้ที่เข้าไปบุกรุกป่าเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและทำกินเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 มี 2 ครอบครัว คือ ครอบครัวนายละเมียด สวัสดิ์ภักดี และครอบครัวนายรา วงศ์สุวัฒน์ โดยตั้งบ้านอยู่ริมคลองเรือ ขณะนั้นประกอบอาชีพหลักคือ การร่อนแร่ดีบุก และทำเหมืองแร่แบบชักจอบ * เมื่อแร่หาได้ยากขึ้นและมีราคาถูกลง จึงเริ่มหันมาแผ้วถางป่าเพื่อทำไร่ ปลูกข้าว ปลูกกาแฟ และไม้ผลต่างๆ ระยะหลังได้ชักชวนญาติพี่น้องตลอดจนคนต่างถิ่นเข้ามามากขึ้น เพาะคนเหล่านั้นประสบกับวิกฤตเรื่องที่ดินทำกิน บ้างถูกไล่มาจากที่อื่น หรือถูกบีบจากนายทุน ไม่มีเงินพอที่จะไปหาซื้อที่ดินทำกินได้ ประกอบกับขณะนั้นราคากาแฟสูงขึ้น ทำให้มีประชาชนทั้ง 4 ภาคของประเทศอพยพมาตั้งรกรากทำกิน โดยทำสวนกาแฟเป็นหลัก
การอพยพเข้ามายังบ้านคลองเรือมีมากที่สุดในปี พ.ศ. 2528-2531 คนคลองเรือจึงมีที่มาและวัฒนธรรมที่หลากหลายเพราะต่างคนต่งมาจากหลายจังหวัด แต่การรช่วยสร้างหมู่บ้านร่วมกันมา ทำให้ชาวคลองเรือมีการพึ่งอาศัยกัน และมีความสามัคคีกันเป็นอย่างดี
5. ลักษณะทางกายภาพชีวภาพ

บ้านคลองเรือที่งอยุ่ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำหลังสวน มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 3,000-3,500 มิลลิเมตรต่อปี ลักษณะดินเป็นดินเหนียวปนทราย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามคือ น้ำตกเหวตาจันทร์, น้ำตกเหวพลูหนัง, แลเขาพ่อตาโชงโดง* ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด-9
ผืนป่ารอบชุมชนบ้านคลองเรือเป็นป่าดิบชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พบพรรณไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น ท้งพืชสมุนไพร ที่ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ได้ มีบัวผุด ซึ่งเป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ที่พบได้ไม่กี่แห่งในประเทศไทย และยังพบเห็นร่องรอยของสัตว์ป่านานาชนิดอีกด้วย
สำหรับแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของคนใชุมชนคลองเรือ ประกอบด้วยลำห้วย 4 ลำห้วย ได้แก่ 1. ห้วยหินกลม, 2. ห้วยเหวตาจันทร์, 3. ห้วยตาโชค 4. ห้วยช้างสี
6. โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก
ถนน 
หมู่บ้านคลองเรือมีระยะทางจากทางหลวงแผ่นดินสาย หลังสวน-ราชกรูด (หมายเลข 4006) บริเวณบ้านปากดอน ประมาณ 13 กิโลเมตร ถนนเข้าหมู่บ้านเป็นถนนลูกรังสลับกับถนนคอนกรีตเป็นบางช่วง โดยผ่านทั้งที่ราบและภูเขา ชาวบ้านเดินทางเข้าออกหมู่บ้านอย่างลำบาก โดยเฉพาะช่วงฝนตกที่จะต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งการซึ้อขายผลผลิตทางการเกษตร และการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กนักเรียน
ไฟฟ้า
รัฐบาลได้จัดหาระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาให้ใช้ ทั้งใช้ในครัวเรือน กิจกรรมส่วนรวมของชุมชน แต่อุปกรณ์ดังกล่าวชำรุดเกือบหมดแล้วและไม่มีช่างซ่อม มีเพียงไม่กี่ครัวเรือนที่ยังสมารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ส่วนที่เหลือยังคงใช้ตะเกียงน้ำมันเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ระบบที่ใช้สำหรับกิจกรรมส่วนรวมของชุมชนนั้นยังสามารถใช้ได้อยู่ แต่ประสิทธิภาพในกรใช้งานไม่ดีนัก
ประปา
ชุมชนมีระบบประปาภูเขา โดยวางท่อส่งน้ำมาจากลำห้วยต่างๆ เพื่อใช้ในการอุป
โภคบริโภคและทำการเกษตร ความยาวของท่อประปาประมาณ 9,000 เมตร อย่างไรก็ตามกรมพัฒนาที่ดินได้จัดสรรงบประมาาณจำนวน 5.2 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานระบบส่งน้ำ
ในไร่นา ซึ่งได้มีการก่อสร้างฝายกั้นน้ำบริเวณห้วยหินกลม และส่งน้ำมาตามท่อยาว 4,300 เมตร เข้าสู่หมู่บ้าน สำหรับให้ชาวบ้านใช้ทั้งเพื่อการเกษตรและเพื่ออุปโภคบริโภค โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 และจะเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม 2553
โรงเรียน
ชุมชนมีโรงเรียน ประจักษ์สิริราษฎร์อุปถัมภ์ (ห้องเรียนพิเศษบ้านคลองเรือ) เป็นที่ให้การศึกษาอบรมแก่บุตรหลานของคนคลองเรือ โดยแต่เดิมคนในชุมชนส่งบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนปากทรง ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านและการเดินทางก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก หากเป็นช่วงน้ำหลาก นักเรียนจะไม่สามารถเดินทางไปเรียนได้ คนในชุมชนและพระสงฆ์ 2 รูป คือ พระประจักษ์ศิริราชา และอาจารย์เสนอ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการศึกษาของบุตรหลาน จึงได้จัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้น โดยเป็นสาขาของโรงเรียนบ้านปากทรง ปัจจุบันโรงเรียนเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจึงถึง ประถมปีที่ 6 มีตำรวจตระเวนชายแดน, อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ เป็นครูผู้สอน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนยังขาดแคลนทุนสำหรับอาหารกลางวัน, ขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน, อุปกรณ์การกีฬา และอุปกรณ์ดนตรี เป็นจำนวนมาก
7. ลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคม
ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า คนหลองเรือ อพยพมาจากหลายจังหวัดในทุกภาคของประเทศ จึงทำให้มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่การช่วยสร้างหมู่บ้านร่วมกันมา และแต่ละคนก็ไม่สามารถจะอพยพไปตั้งรกรากทำมาหากินที่อื่นได้อีกแล้ว จึงทำให้มีการพึ่งพาอาศัยกันและมีความสามัคคีกันเป็นอย่างดี
สภาพปัญหาด้านทรัพยากรน้ำของชุมชน
1. ปัญหาพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกบุกรุกทำลาย
ช่วงที่มีการบุกรุกป่าไม้ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำมากที่สุดคือระหว่างปี พ.ศ. 2528-2531 ซึ่งเป็นช่วงที่มีคนจากจังหวัดต่างๆ อพยพเข้ามาหาที่ทำกินมากที่สุด ทำให้มีการบุกรุกป่าเพื่อนำที่ดินมาใช้เพาะปลูก โดยมีพื้นที่ถูกบุกรุกไม่ต่ำกว่า 400 ไร่ นอกจากนั้น ยังมีการตัดไม้เพื่อนำไปขาย ทั้งที่เป็นการตัดโดยคนในชุมชนเอง และตัดโดยนายทุนจากภายนอก การป้องกันและปราบปรามของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะการสัญจรไปมา ต้องใช้ม้าและการเดินด้วยเท้า หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2536 "โครงการคนอยู่-ป่ายัง" จึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะหากไม่มีการแก้ไขปล่อยให้การบุกรุกและทำลายป่าเกิดขึ้นต่อไป จะส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพน้ำทั้งในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำอย่างแน่นอน
2. ปัญหาด้านปริมาณน้ำและการจัดสรรน้ำ
ในปี พ.ศ. 2539 เกิดปัญหาเรื่องการใช้น้ำเพื่อการเกษตร โดยครัวเรือนที่มีเงิน จะซื้อเครื่องสูบน้ำมาใช้เอง บางครัวเรือนก็กู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อเครื่องสูบน้ำ ทำให้บ้านคลองเรือมีเครื่องสูบน้ำส่วนบุคคลจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการใช้น้ำที่มีความเป็นปัจเจกสูง เป็นการจัดการที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ครัวเรือนแต่ละครัวเรือนมีความสามารถในการนำน้ำมาช้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน เพราะขนาดของเครื่องสูบน้ำไม่เท่ากัน ขณะที่บางครัวเรือนก็ไม่มีน้ำใช้เพราะไม่มีเงินที่จะซื้อเครื่องสูบน้ำ ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการใช้ทรัพยากรจึงเกิดขึ้น นอกจากนั้นการที่ชาวบ้านกู้ยืมเงินไปซื้อเครื่องสูบน้ำและต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น และยังพบว่า ปริมาณน้ำในลำคลองได้ลดลง ทำให้สัตว์น้ำลดลงและมีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากศ รวมไปถึงการตื้นเขนและกว้างขึ้นของลำคลองเพราะการพังของตลิ่งที่ถูกน้ำกัดเซาะ ทำให้ความสามารถในการกักเก็บน้ำลดลงไปด้วย
3. ปัญหาด้านคุณภาพน้ำ
พบว่า น้ำในลำคลองตื้นเขินมากขึ้น เกิดสาหร่ายขึ้นปกคลุมทำให้น้ำเสีย สัตว์น้ำตาย ทั้งนี้เนื่องจากน้ำฝนกัดเซาะทำให้ตลิ่งพังทลาย พื้นที่ป่าไม้ลดลง และมีการทำการเกษตรในบริเวณพื้นที่ซึ่งทำให้มีการชะล้างปุ๋ยและตะกอนดินลงสู่ลำคลอง
การเรียนรู้และการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ
1. หลักการในการจัดการทรัพยากรน้ำ
การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ มาจากกระพระราชดำริที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2529 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ว่า "หลักสำคัญ ว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้" พระราชดำรัสนี้ให้ความหมายที่ชัดเจนถึงความสำคัญของน้ำต่อชีวิตและการยังชีพของผู้คน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจัดการทรัพยากรน้ำและบริหารแหล่งน้ำตลอดจนที่ดินที่ต่อเนื่องกับแหล่งน้ำและทรัพยากรอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ โดยทรงมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อใดที่สามารถแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำให้แก่ราษฎรได้ เมื่อนั้นราษฎรจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม สามารถสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน และได้พัฒนาคุณภาพชีวิตจากสภาพยากจนแร้นแค้นให้อยู่ในฐานะ "พอมีพอกิน" หรือถึงขั้น "มีกินมีใช้" ต่อไปได้
การจัดการทรัพยากรน้ำของหมู่บ้าน คลองเรือ จึงเกี่ยวข้องทั้งการจัดการป่าไม้ซึ่งเป็นต้นกำเนิดน้ำ และการบริหารจัดการเพื่อให้น้ำมีคุณภาพดี มีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ และคนทุกคนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยเน้นการจัดการอย่างเป็นระบบโดยชุมชนเอง ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน และมีการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการวางแผนจัดการ นอกจากนั้น หมู่บ้านคลองเรือยังได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงชุมชนอื่นๆ ทั้งที่อยู่บริเวณต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ชายฝั่งทะเล และเกาะแก่ง อันจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้และขยายแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขึ้น ซึ่จะส่งผลให้ทรัพยากรน้ำมีความยั่งยืนต่อไป
2. เป้าหมายในการจัดการทรัพยากรน้ำ
สำหรับเป้าหมายสูงสุด ในการจัดการทรัพยากรน้ำของบ้านคลองเรือ คือ ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เพราะหากป่าไม้อุดมสมบูรณ์แล้ว จะทำให้ชุมชนสามารถบรรลุเป้าหมายอีก 3 ประการตามมาคือ
- การมีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือน
- การมีน้ำเพื่อการชลประทานสำหรับพื้นที่ทำการเกษตร
- การมีน้ำเพื่อเป็นแหล่งพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับชุมชน
3. วิธีการในการจัดการทรัพยากรน้ำ
ชุมชนคลองเรือ มีวิธีการในการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น 3 ประการดังที่กล่าวมาแล้ว คือ
1) ปัญหาพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกบุกรุกทำลาย
2) ปัญหาด้านปริมาณน้ำและการจัดสรรน้ำ
3) ปัญหาด้านคุณภาพน้ำ โดยมีวิธีการดังนี้
3.1 โครงการคนอยู่-ป่ายัง
โครงการคนอยู่-ป่ายัง เป็นโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อจัดการป่าต้นน้ำของบ้านคลองเรืออย่างจริงจัง และนับเป็นที่มาของการดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่ชุมชนดำเนินการโดยชุมชนเอง หรือชุมชนมีส่วนร่วม จนกลายเป็นชุมชนที่แข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในปัจจุบัน
นอกจากการที่มีการบุกรุกป่าไม้ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นมากที่สุดในระหว่างปี พ.ศ. 2528-2531 ขณะเดียวกันการป้องกันและปราบปรามของเจ้าหน้าที่ที่ทำได้อย่างยากลำบากเนื่องจากการสัญจรไปมาต้องใช้ม้า หรือการเดินเท้า การดูแลของเจ้าหน้าที่ก็เป็นไปในรูปแบบของการตรวจปรามจับกุมผู้กระทำผิด บางครั้งปล่อยปละละเลย หน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ กรมป่าไม้ (ปัจจุบันคือ หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ) เห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดำเนินการใดๆ ป่าคลองเรือคงหมดในที่สุด นอกจากนั้น ยังเห็นว่าการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการคิดทำและตัดสินใจ ตลอดจนการสร้างสัมพันธ์อันดี มีความเอื้ออาทร ความรัก ความเข้าใจ และความผูกพันด้านจิตใจระหว่างชุมชนต่อชุมชน และชุมชนต่อเจ้าหน้าที่ จะทำให้การดูแลรักษาป่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ดังนั้นในปี พ.ศ. 2536 หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จึงได้จัดให้มีโครงการ "คนอยู่-ป่ายัง" ซึ่งชาวชุมชนคลองเรือเต็มใจให้ความร่วมมือกับโครงการอย่างเต็มที่ โดยกล่าวว่า "การอพยพมาที่นี่ หากต้องโยกย้ายหนีอีกก็จะไม่มีที่ไปแล้ว" ดังนั้นทุกคนจึงคิดว่า "ขอรับผิดชอบป่า"
โครงการ คนอยู่-ป่ายัง เป็นโครงการจัดชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารดำเนินการในลักษณะวนศาสตร์ชุมชน อันเป็นแนวพระราชดำริ ในองค์พระบรมราชินีนาถ เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ต้องการสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจแก่ชุมชนภายใต้กรอบการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม มีการจัดการการใช้ประโยชน์และปกป้องรักษษทรัพยากร โดยผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีที่เหมาะสม โครงการฯ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
(1) เพื่อจัดการชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ล่อแหลมต่อการบุกรุก
(2) เพื่อหาทางหยุดยั้งการบุกรุกทำลายต้นน้ำลำธาร
(3) เพื่อส่งเสริมภาพความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ ทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร
(4) เพื่อจัดการและจำแนกพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ทำกินให้ชัดเจน
(5) เพื่อปรับปรุงระบบนิเวศในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่ถูกบุกรุก
(6) เพื่อส่งเสริมองค์กรชาวบ้านให้เข้มแข็งในการจัดการชุมชนและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
(7) เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคง และการประกอบอาชีพในลักษณะการพัฒนาที่ยั่งยืน
(8) เพื่อรวบรมวิะีการและผลงาน สังเคราะห์และประยุกต์เป็นแนวทางการดำเนินงานจัดการลุ่มแม่น้ำต่อไป
(9) เพื่่อพิสูจน์ให้เห็นว่า คนอยู่กับป่าได้
โครงการคนอยู่-ป่ายัง ได้ดำเนินการใน 6 หมู่บ้านของอำเภอพะโต๊ะ ที่บ้านคลองเรือนั้น ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2536 โดยมีการเลือกตั้งผู้แทนชุมชนมาเป็นคณะกรรมการโครงการ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2536 และเลือกตั้งเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2537 การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งภายในชุมชนกันเอง โดยมีการเสนอชื่อจากแต่ละซอยหรือกลุ่มบ้านย่อยในชุมชน ปัจจุบัน นายมนัส คล้ายรุ่ง ผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานคณะกรรมการ และมีคณะกรรมการร่วมจำนวน 14 คน บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ การยกร่าง / เสนอแผนงานการจัดการชุมชน กฎกติกาชุมชนแก้ไขเพิ่มเติมกติกาชุมชน และบังคับใช้กติกาชุมชนเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ กติกาชุมชนเปรียบเสมือนกฎหมายหมู่บ้าน โดยมีเวทีชาวบ้านเป็นสถานที่ประชุมและดำเนินการ นอกจากนั้นคณะกรรมการโครงการยังทำหน้าที่เป็นกรรมการป่าชุมชนอีกด้วย
สำหรับกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ มีดังนี้
1. จัดตั้งองค์กรชาวบ้านที่เรียกว่า "คณะกรรมการโครงการคนอยู่-ป่ายัง" และก่อสร้างอาคารเวทีชาวบ้าน
2. ตั้ง กติกาชุมชน ในการจัดการชุมชนและทรัพยากร ทั้งร่วมกับคณะกรรมการดูแลจัดการให้เป็นไปตามกติกา
3. สำรวจข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
4. จัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน น้ำ ป่าไม้
5. ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และวัฒนธรรม เช่น การตั้งโรงเรียน โครงการที่พักเด็กนักเรียนต้นน้ำ เป็นต้น
6. ส่งเสริมการเกษตรเชิงอนุรักษ์ ในรูปแบบการเกษตร 4 ชั้น
7. การก่อสร้างฝายต้นน้ำและประปาภูเขา
8. การอพยพราษฎรบางส่วนที่อาศัยอยู่บนต้นน้ำลำธารหรือที่สูงเกินไป
9. การลาดตระเวนดูแลรักษาป่า และการป้องกันไฟป่ารอบหมู่บ้าน
10. การฝึกอบรม ดูงาน
11. การส่งเสริมการพัฒนาแบบยั่งยืน และจัดทำระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า เพื่อเกิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง
12. ประสานและร่วมมือกับองค์กรภายนอก ลักษณะแบบประชาคมลุ่มน้ำ
13. วางแผนกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน และสร้างรูปแบบจำลองพื้นที่
14. ทำแปลงเพาะชำกล้าไม้ และส่งเสริมการทำแปลงเพาะชำประจำบ้าน
15. การลาดตระเวน ดูแลรักษาป่ารอบเขตหมู่บ้าน
16. จัดทำแปลงสาธิตการเกษตรเชิงอนุรักษ์
17. การช่วยเหลือและให้การศึกษาแก่เยาวชน
18. ตั้งกองทุนซื้อเครื่องตัดหญ้า เพื่อลดและเลิกการใช้ยาปราบวัชพืชในพื้นที่
19. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
20. การตรวจสอบติดตามและประเมินผล
สำหรับกติกาชุมชน ที่ใช้ในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่นั้น คณะกรรมการโครงการได้เห็นพ้องต้องกันและได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะเพื่อให้ข้อกติกาต่างๆ เป็นไปตามหลักวิชาการในการจัดการลุ่มน้ำและไม่ขัดต่อระเบียบกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้กติกาชุมชนที่ได้ร่วมกันร่างขึ้นนี้ ได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชาวบ้าน และเป็นผลดีต่อการรักษาป่าต้นน้ำลำธารและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางและอุดมการณ์ของโครงการคนอยู่-ป่ายัง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า "คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และ ชุมชนสามารถจัดการชุมนและทรัพยากรได้ด้วยชุมชน"

1. ห้ามบุกรุก แผ้วถางทำลายป่าในเขตอนุรักษ์ หากฝ่าฝืน ปรับไร่ละ 150,000
บาท ถ้าแผ้วถางเกิน 1 ไร่ มีโทษปรับพร้อมทั้งให้ไล่ออกจากพื้นที่
2. ผู้มีสิทธิ์ทำกินอย่างถูกต้อง จะต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตปกครองท้องที่
หมู่ที่ 9 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2536 เท่านั้น
3. ผู้ที่มีพื้นที่ติดต่อกับเขตป่าอนุรักษ์ ต้องดูแลรักษาป่าอนุรักษ์นั้นด้วย
4. การนำไม้มาใช้สอยในหมู่บ้าน ต้องผ่านคณะกรรรมการป่าชุมชนตรวจสอบเกินครึ่ง
หากฝ่าฝืน โดยตัดไม้ที่มีขนาดความยาวเกิน 100 เซนติเมตรปรับ 5,000-50,000 บาท
5. ห้ามนำไม้ออกนอกพื้นที่โดยเด็ดขาด ถ้าบุคคลภายนอก ถ้าบุคคลภายนอกลักลอบทำไม้คณะกรรมการต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที
6. ห้ามล่าสัตว์ทุกชนิด ยกเว้น หมูป่า กระรอก หรือสัตว์ที่ทำลายพืชผลทางการเกษตร ฝ่าฝืนปรับ 500-10,000 บาท
7. ชุมชนบ้านคลองเรือยินดีปฏิบัติตามกฏของทางราชการ
8. การดำเนินการของคณะกรรมการ 1 ชุด โดยการเลือกตั้ง จะดำเนินการในระยะเวลา 3 ปี ถ้ามีการลาออก จะต้องผ่านคณะกรรมการเกินครึ่ง และให้เลือกตั้งใหม่
9. ทุกบ้านจะต้องมีไม้ยืนต้น เช่น มะพร้าว หมาก ทุเรียน มังคุด สะตอ ลางสาด ฯลฯ ในพื้นที่ทำกินไม่น้อยกว่าไร่ละ 25 ต้น
10. ห้ามจุดไฟเผาป่าในเขตอนุรักษ์ ฝ่าฝืนปรับ 5,000 บาท และถ้ามีความจำเป็นต้องเผา ต้องดูแลให้ดีจนกว่าไฟจะดับสนิท
11. ห้ามจับสัตว์น้ำโดยวิธีการใช้ยาเบื่อ, ระเบิด, หรือช๊อต ฝ่าฝืนปรับ 500-5,000บาท พร้อมยึดอุปกรณ์หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย
12. ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาเก็บหาของป่าเพื่อการค้า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการป่าชุมชน
13. ห้ามมิให้มีการซื้อขาย หรือมอบให้ซึ่งที่ทำกินในเขตหมู่บ้านโครงการฯ โดยเด็ดขาด เว้นแต่
13.1บุคคลมีหลักฐานภูมิลำเนาอยู่ในเขตโครงการฯ ซื้อขายกันเอง แต่ผู้ซื้อต้องมีพื้นที่โดยรวมไม่เกิน 50 ไร่
13.2 บุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด และสามารถตรวจสอบได้
13.3 ทั้งสองกรณีจะต้องยื่นคำร้องผ่านคณะกรรมการพิจารณา
14. การแผ้วถางป่าและจุดไฟเผาวัชพืชในพื้นที่ทำกิน ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษร จากมติที่ประชุมของคณะกรรมการ หากฝ่าฝืน
ปรับไร่ละ 5,000 บาท หรือดำเนินการตามกฎหมาย
15. ทุกคนต้องปฏิบัติตามมติที่ประชุม
16. กติกาว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
16.1 หอยหก ห้ามบุคคลภายนอกหมู่บ้านเข้ามาเก็บหอยหก ในหมู่บ้านคลองเรือโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนให้ดำเนินการปรับกิโลกรัมละ 500 บาท พร้อมยึดของกลางและอุปกรณ์ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับบุคคลในหมู่บ้านคลองเรือ ห้ามเก็บเพื่อจำหน่าย หรือนำออกนอกหมู่บ้านโดยเด็ดขาด ให้เป็นการเก็บเพื่อการบริโภคภายในหมู่บ้าน โดยสามารถเก็บหาได้ไม่เกินครัวเรือนละ 3 กิโลกรัมต่อครั้ง หากฝ่าฝืน ถูกปรับกิโลกรัมละ 500 บาท พร้อมยึดของกลางพร้อมอุปกรณ์
16.2 กบทูด ห้ามบุคคลภายนอกหมู่บ้าน เข้ามาหา หรือล่ากบทูดในหมู่บ้านคลองเรือโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนให้ดำเนินการปรับกิโลกรัมละ 500 บาท พร้อมยึดของกลางและอุปกรณ์ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับบุคคลในหมู่บ้านฯ ห้ามหา / ล่าเพื่อนำไปจำหน่าย หรือนำออกข้างนอกหมู่บ้านโดยเด็ดขาด และในการเก็บเพื่อกินภายในหมู่บ้านสามารถเก็บหาได้ไม่เกินครัวเรือนละ 3 กิโลกรัมต่อครั้ง หากฝ่าฝืน ถูกปรับกิโลกรัมละ 500 บาท พร้อมยึดของกลางและอุปกรณ์
16.3 ในเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ ที่ได้ประกาศกำหนดไว้โดยหมู่บ้าน ห้ามมิให้ผู้ใดจับ ล่า หรือหาด้วยวิธีการใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสัตว์น้ำ หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทุกชนิด หากผู้ใดฝ่าฝืน ปรับกิโลกรัมละ 500 บาท พร้อมยึดของกลางและอุปกรณ์
17. กติกาว่าด้วยการอนุรักษ์พันธุ์พืช

17.1 บัวผุด กระโถนฤาษี หรือพืชในวงศ์เดียวกัน ห้ามมิให้บุคคลใดเก็บ
บัวผุด, กระโถนฤาษี โดยเด็ดขาดหากฝ่าฝืนปรับดอกละ 500 บาท
พร้อมยึดของกลางและอุปกรณ์ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย
17.2 กล้วยไม้ป่าทุกชนิด ห้ามเข้าไปเก็บหาในเขตป่าโดยเด็ดขาด ฝ่าฝืน
ปรับต้นละ 500 บาท พร้อมยึดของกลางและอุปกรณ์ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย
17.3 ผักกูด ห้ามมิให้บุคคลภายนอกหมู่บ้านเข้ามาเก็บผักกูดโดยเด็ดขาด ฝ่าฝืนปรับต้นละ 100 บาท
18. กติกาว่าด้วยสาเคมี
ห้ามมิให้ฉีดยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลง บริเวณริมห้วย ริมถนนทุกเส้นในหมู่บ้านคลองเรือ หากฝ่าฝืน ปรับครั้งละ 500 บาท การพิจารณาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกติกาชุมชนซึ่งวางไว้นี้ จะต้องผ่านคณะกรรรมการโครงการทุกครั้ง ทุกกรณี ทุกวันที่ 15 ของเดือน ณ เวทีชาวบ้าน บ้านคลองเรือ
ธนาคารต้นไม้ คือ องค์กรภาคประชาชนที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตัวเองแล้วขึ้นทะเบียนต้นไม้ประเภทที่ใช้เนื้อไม้ได้กับธนาคารต้นไม้แต่ละสาขา ตลอดจนการประเมินรับรองไว้ในรูปแบบบัญชีธนาคาร ประกอบไปด้วย ธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่ และธนาคารต้นไม้สำนักงานสาขา3.1.2 ธนาคารต้นไม้
แนวคิดของธนาคารต้นไม้ มีดังนี้
(1) ธนาคารต้นไม้มีแนวคิดที่จะให้ภาคประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ปลูกต้นไม้เศรษฐกิจในที่ดินทำกินของตนเอง แล้วสร้างมูลค่าต้นไม้เป็นทรัพย์สสิน เป็นเงิน เพื่อใช้ทรัพย์สินดังกล่าวไปเป็นทุน หรือชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
(2) ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดในการใช้มูลค่าไม้เป็นหลักทรัพย์ หรือหลักประกันต่างๆ ที่จะต้องทำระหว่างรัฐกับประชาชน
(3) ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดให้ชุมชนปลูกต้นในที่ดินส่วนรวม เพื่อสร้างมูลค่าเป็นทรัพยสินของชุมชนส่วนรวม
(4) ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แผ่นดิน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ที่ดิน และมุ่งแก้ปัญหาโลกร้อน
(5) ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดให้เกษตรกรรักแผ่นดินทำกิน และสร้างมูลค่าเพ่ิมให้แก่ที่ดิน ตลอดจนป้องกันการซื้อขายที่ดิน
(6) ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิด ในการรับรองสิทธิต้นไม้ที่ปลูก และรับรองสิทธิในที่ดินที่ประชาชนได้ปลูกต้นไม้
(7) ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิด การสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ สร้างเครือข่ายกลุ่มคนปลูกต้นไม้
(8) ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิด สร้างความพอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
หลักการของธนาคารต้นไม้ มีดังนี้
(1) ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ณ ที่ใด ประชาชนมีสิทธิในการเป็นเจ้าของ
(2) ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ณ ที่ใด ประชาชนย่อมมีสิทธิดูแลรักษา คิดมูลค่าและการตัดเพื่อเป็นสินค้า
(3) ผืนแผ่นดินที่ประาชาชนปลูกต้นไม้ ประชาชนย่อมได้รับการรับรองสิทธิทั้งต้นไม้และที่ดินให้เป็นของประชาชน
(4) ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ย่อมเป็นทรัพย์ของประชาชน และต้นไม้ทุกต้นย่อมมีมูลค่า
(5) ต้นไม้ทุกต้นที่ประชาชนปลูก ย่อมสร้างสีเขียวให้แผ่นดิน และความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ตลอดจนแก้ปัญหาโลกร้อนได้โดยดุษฎี
ขั้นตอนในการดำเนินการธนาคารต้นไม้
หลักเกณฑ์ของธนาคารต้นไม้สาขา
1) จัดทำเวทีปลูกต้นไม้ในใจคน
2) ควรมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 50 คน และไม่ควรให้สมาชิกมากเกิน กรณีไม่เกิน 50 รายก็สามารถเปิดได้
3) คัดเลือกตัวแทนจากสมาชิกเป็นคณะกรรมการสาขาละ 9-15 คน โดยให้เป็นผู้จัดการสาขา 1 คน ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายตรวจรับ และฝ่ายอื่นๆ
4) คัดเลือกตัวแทน 1-2 คนเป็นคณะกรรมการธนาคารต้นไม้ระดับจังหวัดเพื่อร่วมประชุมวางแผน ฯลฯ
5) เมื่อมีสมาชิกและกรรมการ, ผู้จัดการแล้วถือว่าได้เปิดธนาคารต้นไม้สาขานั้นๆ แล้ว
6) จัดหากล้าไม้ให้สมาชิกในสาขา โดยประสานงานและจัดหางบประมาณการเพาะชำกล้าไม้ ตลอดจนจัดทำทะเบียนสมาชิกและจัดทำฐานข้อมูล
7) ทำพิธีเปิดธนาคารต้นไม้โดยเชิญบุคคลสำคัญมาร่วม และเป็นประธานพิธีเปิดนี้ ไม่ถือเป็นข้อบังคับจะมี หรือไม่ก็ได้ แต่เพื่อสร้างแนวร่วมกับสังคมและสาธารณะ ซึ่งอาจเป็นผลดีกับธนาคารต้นไม้สาขานั้นๆ
หลักเกณฑ์การเป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้
1) ให้เป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้สาขาในอำเภอนั้นๆ ตามที่แปลงปลูกตั้งอยู่แต่หาไม่มีภายในอำเภอนั้นก็สามารถเป็นสมาชิกสาขานั้นๆ ได้ เหตุผลคือจะสะดวกในการบริหารจัดการของกลุ่มที่ไม่กว้างขวางใหญ่โตเกินกำลัง
2) ปลูกต้นไม้อย่างน้อย 80 ต้น/แปลง กรณีที่ดินน้อย ต้องปลูกอย่างน้อย 9 ต้น จึงสามารถขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกผู้ปลูกได้
3) เป็นคนไทย
4) มีหนี้สินหรือไม่ก็ได้
5) ต้นไม้ที่สมาชิกปลูก นับรวมทั้งที่ปลูกมาก่อน และทำการปลูกใหม่
6) ยอมรับกระบวนการ ขั้นตอนตามกฎหมายในการถือครองที่ดิน การครอบครองต้นไม้และการจัดการตามแนวทางของธนาคารต้นไม้
พันธุ์ไม้ที่ธนาคารต้นไม้กำหนด
แนวทางของธนาคารต้นไม้ มุ่งรับรองต้นไม้ที่ใช้เนื้อไม้ได้ในอนาคต และเป็นไม้มีค่าโดยเน้นไม้ในพื้นที่ถิ่นหรือไม้ถิ่นอื่นแต่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม้โตเร็วที่ช่วยเกื้อกูลระบบนิเวศได้ เป็นกระบวนการปลูกที่ให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม้ตามกระแสที่ก่อให้เกิดการหลงกลว่าชาวบ้านให้ดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข เช่นตะกูยักษ์ เหตุในการยกเว้นพันธุ์ไม้บางชนิดดังกล่าว มีหลักคิดคือ ต้องการความหลากหลาย พันธุ์ไม้ไม่แพง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และมิใช่ต้นไม้ที่มีกระบวนการทางการค้าของภาคเอกชนที่สมบูรณ์แบบแล้ว เช่น ยางพารา สำหรับพันธุ์ไม้ที่กำหนดมี 30 ชนิด ได้แก่ จำปาทอง, ตะเคียนทอง, ยาง, ยูงเสียด, สัก, ประดู่, หลุมพอ, เทพทาโร, มะฮอกกานี, เพาโลเนีย, โดแหลม, ตะเคียนทราย, กระท้อน, กระถินเทพา, อินทนิล, เนียง, สะตอ, เหรียง, ช่อกันเกรา, มันหมู, พญาไม้, เคี่ยม, กระบาก, ทุ้งฟ้า, ทัง, ราชพฤกษ์, สมอไทย, พะยอม, และทำมัง
ชุมชนคลองเรือกับธนาคารต้นไม้
สำหรับชุมชนบ้านคลองเรือนั้น ได้เข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้เมื่อปี พ.ศ. 2550 ซึ่งนับเป็นธนาคารต้นไม้สาขาแรกของประเทศไทย หรืออาจจะเป็นสาขาแรกของโลกก็ว่าได้ ปัจจุบันธนาคารต้นไม้ของชุมชนบ้านคลองเรือมีนายชัยรัตน์ แว่นแก้ว เป็นประธาน มีสมาชิก 80 ครัวเรือน ปลูกต้นไม้ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 5,000 ต้น ซึ่งประโยชน์หรือผลจากการดำเนินการธนาคารต้นไม้นี้ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินและฐานะความเป็นอยู่ของชาวชุมชนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ป่าต้นน้ำในชุมชนบ้านคลองเรืออีกด้วย
3.2 การแก้ปัญหาด้านปริมาณน้ำและการจัดสรรน้ำ
ชุมชนบ้านคลองเรือได้มีการแบ่งโซนการใช้ประโยชน์น้ำจากลำห้วยต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประโยชน์และปริสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งดังนี้
โซนตอนบน--- ห้วยช้างสี--- ใช้ทำประปาภูเขาเพื่อการอุปโภคบริโภค
โซนตอนล่าง--- ห้วยเหวตาจันทร์--- ใช้ทำประปาภูเขาเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร (พื้นที่ส่วนข้างบ้าน) และเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
โซนตอนล่าง--- ห้วยตาโชค--- ใช้ทำประปาภูเขาเพื่อการอุปโภคและบริโภค
ห้วยหินกลม--- ใช้เพื่อการเกษตร โดยมีฝายชลประทาน (กำลังก่อสร้าง)
การแบ่งโซนซึ่งเป็นการวางแผนและจัดการโดยชุมชนในลักษณะดังกล่าว ทำให้แต่ละครัวเรือนมีสิทธิได้ใช้น้ำจากระบบอย่างทัดเทียมกัน โดยสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการเหมือนกัน คือ ใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตร
ในการใช้ทรัพยากรน้ำนั้น มีวิธีการนำน้ำมาใช้โดยการสร้างฝายต้นน้ำ ประปาภูเขา และปั้มคู่ฝาย โดยฝายต้นน้ำ คือฝายเก็บน้ำขนาดเล็ก หรือฝายกักตะกอน (Check Dam) หรือฝายแม้ว ก่อสร้างเพื่อชะลอความเร็วของน้ำ กักเก็บน้ำ และกักเก็บตะกอน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำและพืชน้ำ เพื่อสร้างความชุ่มชื้น ทำให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และเพื่อนำน้ำไปใช้ในการอุปโภคบริโภค
3.2.1 การจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือน
ชุมชนได้วางท่อประปาโดยส่งน้ำจากฝายที่สร้างมายังชุมชน ทั้งนี้เพื่อใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค และเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการใช้น้ำสำหรับการเกษตรที่วิกฤตเมื่อปี 2539
เริ่มแรกมีการคิดค้นประยุกต์วิธีการนำน้ำจากที่สูงมาใช้ โดยการต่อรางไม้ไผ่ผ่าซีกลดหลั่นลงมาจนถึงที่ต้องการ แต่ได้ปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอสำหรับใช้ในการเกษตร และมีข้อจำกัดคือ แรงดันและปริมาณน้ำน้อย ทำให้ไม่สามารถนำน้ำขึ้นสูงตามลักษณะภูมิประเทศได้ ต่อมาจึงหันมาใช้ท่อ พีวีซี แทนรางไม้ไผ่ เรียกว่าประปาภูเขา สามารถต่อนส้ำจากจุดไกลๆ ได้และให้ปริมาณน้ำที่มากพอ สามารถนำน้ำขึ้นที่สูง-ต่ำได้อย่างสะดวก จึงมีการสำรวจลำธารกันอย่างจริงจังแล้วมีวิธีการจัดการ การต่อน้ำจากแต่ละลำธารไม่ให้เกิดการแย่งชิงกัน เรียกว่า "ระเบียบการต่อและการใช้น้ำประปาภูเขา" จนทำให้ทั้งหมู่บ้านมีประปาภูเขาใช้ทุกหลังคาเรือน เพียงพอในการอุปโภคบริโภค การต่อน้ำประปาภูเขายังทำให้ชาวบ้านคลองเรือเห็นคุณค่าของป่าไม้ จนเกิดการดูแลรักษาป่าต้นน้ำลำธารอย่างเป็นธรรมชาติด้วยวิธีที่สันติ หรือเรียกว่าการ "รักษาป่าในเชิงบวก"
อุปกรณ์ในการนำน้ำจากฝายมาใช้ คือ ปั้มคู่ฝาย นั้นแต่เดิมยังไม่มีชื่อเรียกอุปกรณ์ชนิดนี้ ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า "มีชาวจีน, ฝรั่ง, ญี่ปุ่น เข้ามาทำเหมืองแร่ในป่าพะโต๊ะ จ.ชุมพร และป่ากะเปอร์ จ.ระนอง และใช้อุปกรณ์ที่เป็นท่อน้ำต่อเข้าถัง แล้วมีลิ้นปิดเปิดด้านหลัง เพื่อดันน้ำให้ขึ้นถัง แล้วน้ำจะถูกดันขึ้นตามท่อที่ต่อไว้ สามารถนำน้ำจากที่ต่ำกว่าสู่ที่สูงกว่าได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องจักร ต่อมา นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ได้ช่วยคิดคำนวน ปรับปรุงแบบอุปกรณ์ชนิดนี้ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยได้หาอุปกรณ์อื่นๆ มาประกอบประยุกต์ใช้ จนเป็นมาตรฐาน นำไปติดตั้งไว้กับฝายต้นน้ำแบบถาวรในหมู่บ้าน โครงการคนอยู่-ป่ายัง บ้านคลองเรือและตั้งชื่อใหม่ว่า "ปั้มคู่ฝาย" นับเป็นนวัตกรรมการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์และก่อเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับการทำระบบประปาภูเขานี้ ชุมชนได้หางบประมาณโดยการรับจ้างปลูกป่า และนำเงินค่าจ้างที่ได้มาทำ น้ำที่ได้จากประปาภูเขานี้เป็นน้ำที่สะอาด สามารถดื่มกินได้
3.2.2 การจัดการน้ำเพื่อการชลประทานสำหรับพื้นที่ทำการเกษตร
แต่เดิมนั้น ชุมชนวางแผนเพื่อจัดสรรน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ซึ่งยังไม่ครบวงจรการใช้ประโยชน์น้ำ จึงได้มีการวางแผนการใช้น้ำกันใหม่ให้เป็นระบบและครบวงจร โดยมีการแบ่งโซนการใช้น้ำ จากลำห้วยเพื่อการเกษตรด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ชาวชุมชนสามารถทำการเกษตรได้ อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของชุมชนคลองเรือ รวมถึงของประเทศไทย สำหรับระบบประปาภูเขาที่มีอยู่แล้วนั้น แม้ว่าชาวบ้านจะสามารถใช้น้ำทำการเกษตรได้ด้วย แต่ระบบที่ชุมชนทำขึ้นโดยใช้ภูมิปัญญาของชุมชนเอง ผสมผสานกับความรู้จากแหล่งอื่นนี้ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากชุมชนมีงบประมาณจำกัด ทำให้ท่อประปาที่ใช้มีขนาดเล็ก ส่งผลให้ปริมาณการไหลของน้ำไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นเมื่อกรมพัฒนาที่ดินได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 5.2 ล้านบาท มาให้เพื่อก่อสร้างระบบส่งน้ำในไร่นา ชุมชนจึงได้ตอบรับโครงการนี้โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ก่อสร้างฝายกั้นน้ำบริเวณห้วยหินกลม และส่งน้ำมาตามท่อเข้าสู่หมู่บ้านอย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีข้อจำกัดคือ
1) ความยาวของท่อที่กำนดไว้ 4,300 เมตรนั้น ไม่สามารถส่งน้ำจากฝายจนถึงท้ายหมู่บ้านได้
2) จำนวนวาล์ว เปิดปิดน้ำ ที่ต่อแยกจากท่อหลักซึ่งกรมพัฒนาที่ดินกำหนดไว้ในแบบนั้นมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะกระจายน้ำให้ใช้ได้ทั่วถึงทุกครัวเรือน
นายมนัส คล้ายรุ่ง (ผู้ใหญ่บ้าน) จึงนำประเด็นข้อจำกัด 2 ข้อนี้เข้าที่ประชุมหมู่บ้าน และร่วมกันหาทางออกเพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว และได้ข้อสรุปดังนี้
ก.) นำเงินจากกองทุนในกิจกรรมอื่นๆ ของหมู่บ้านมาซื้อท่อเพิ่ม เพื่อให้สามารถวางท่อได้ถึงท้ายหมู่บ้าน ทำหใ้สามารถจัดสรรน้ำได้ทั่วถึงทุกครัวเรือน แม้กระทั่งบางครัวเรือนที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ก็มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย
ข.) ต่อรองให้กรมพัฒนาที่ดิน ลดขนาดท่อหลักลง เพราะพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นของชุมชนแล้วเห็นว่า ขนาดท่อที่เล็กลงนั้นไม่ได้กระทบต่อประสิทธิภาพการส่งน้ำมากนัก และการลดขนาดของท่อหลักลง จะทำให้เงินส่วนหนึ่งเหลืออยู่ ซึ่งสามารถนำไปติดตั้งวาล์วเปิดปิดน้ำเพิ่ม เพื่อให้ครอบคลุมทุกครัวเรือนได้ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินก็ยอมรับข้อเสนอนี้ และได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2553 และจะเสร็จสิ้นภายในเดือน พฤษภาคม 2553 นี้
ความสามารถของผู้นำและชาวบ้านคลองเรือ ในการหยิบยกประเด็นข้อจำกัดมาถกเถียงกันเพื่อหาทางออกนี้ สั่งสมมาจากการทำโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนได้ดำเนินการร่วมกันมานานหลายปี การแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งในการใช้ภูมิปัญญาและการพึ่งพาตัวเองของชุมชน เพราะชุมชนไม่ได้รอรับความช่วยเหลือจากรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่ชุมชนพร้อมจะเสียสละเพื่อให้โครงการมีความเหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของชุมชน การต่อรองและการเสนอทางออกใหม่ในโครงการของรัฐฯ นี้ เท่ากับชุมชนได้มีส่วนร่วมคิด และวางแผนในโครงการนั้นอันจะทำให้ชุมชนมีความพร้อมที่จะดูแล รักษา ระบบส่งน้ำนี้ให้สามารถใช้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป
3.3 การจัดการน้ำเพื่อเป็นแหล่งพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า



ชุมชนบ้านคลองเรือ ได้ร่วมกับ สถาบันการศึกษา ได้แก่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะวิศวกรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยชีวิต เมืองนครศรีธรรมราช ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน โดยร่วมกันศึกษาศักยภาพของพื้นที่ทางด้านทรัพยากรน้ำ และศักยภาพของชุมชนในการบริหารการจัดการทรัพยากร ผลการศึกษาที่ผ่านการมีส่วนร่วมาของชุมชนในทุกขั้นตอนนี้ ได้เกิดเป็นรูปธรรมเบื้องต้นที่ชัดเจนคือ ชุมชนมีแบบแปลนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำกำลังผลิต 100 กิโลวัตต์ ที่จะใช้พลังน้ำจากน้ำตกเหวตาจันทร์มาผลิตไฟฟ้าเพื่อให้ชุมชนใช้ รวมทั้งมีแนวทางในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ชุมชนจะเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้ ชุมชนจะได้รับความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค วิชาการ ในการศึกษาศักยภาพน้ำ และให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเท่านั้น ส่วนเรื่องงบประมาณการก่อสร้างนั้นอยู่นอกเหนือกรอบ งบประมาณของโครงการวิจัย ดังนั้น ชุมชนจึงได้ทุ่มเทเป็นอย่างมากกับกระบวนการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้งบประมาณการก่อสร้าง โดยได้ร่วมกันก่อสร้างฝายถาวรเพื่อกักเก็บน้ำและก่อสร้างอาคารโรงไฟฟ้าเอง การก่อสร้างนี้ใช้งบประมาณจากการระดมทุนกันเองด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง ชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำ แต่เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายเป็นค่าจ้าง จึงได้มีการบันทึกค่าแรงเป็นมูลค่าหุ้นในโรงไฟฟ้าที่ชาวบ้านคนนั้นๆ จะได้รับในอนาคน แม้ว่างบประมาณส่วนนี้จะเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับงบประมาณการก่อสร้างทั้งหมด แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความร่วมมือร่วมใจ ความสามัคคี และความเข้มแข็งของชุมชน เป็นอย่างมาก
การร่วมโครงการการจัดการความรู้ฯ ของชุมชนบ้านคลองเรือ ตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นมานั้น มีการจัดกิจกรรมเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน (กลางปี พ.ศ. 2554) สรุปได้ดังนี้
- การศึกษาชุมชนเบื้องต้น และกระตุ้นความสนใจของชุมชนต่อเรื่องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของตน โดยการสร้างโรงไฟฟ้าของชุมชนเอง ซึ่งทีมงานของโครงการฯ ได้ไปเยี่ยมเยียนชุมชน เมื่อค้นพบชุมชนที่มีศักยภาพระดับหนึ่ง จึงเชิญให้เข้าร่วมในการสัมนา และจัดการศึกษาดูงานในช่วงต่อไป
- การสร้างการเรียนรู้ โดยการจัดพาชาวบ้านไปศึกษาดูงาน โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่บ้านแม่กำปอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็สนโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดไม่ถึง 100 กิโลวัตต์ (กำลังผลิตรวมจาก 3 เครื่อง) ซึ่งใช้กระแสน้อย แต่สามารถดำเนินการมาได้กว่า 20 ปี แล้ว สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองและในช่วงฤดูฝน สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากพอที่จะขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ด้วย และหลังจากที่ดูงานแล้ว ทีมนักวิชาการได้จัดเวทีสรุปบทเรียนจากการศึกษาดูงาน และร่วมกวันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานในแต่ละชุมชน
- การสร้างเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในชุมชนหลังการดูงาน โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านที่สนใจ กลับมาเล่าเหตุการณ์ที่ได้ไปเห็น ไปแลกเปลี่ยนความคิดกับชุมชนอื่นๆ รวมทั้งความเชื่อมั่นของตนว่า ชุมชนจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เองหรือไม่ กรณีของบ้านคลองเรือ ผู้ใหญ่บ้านที่ไปดูงานยังไม่ค่อยมั่นใจว่า จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริงและจะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ จึงใช้เงินส่วนตัวประมาณ 25,000 บาท มาสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำภายในบ้านของตน โดยใช้แรงดันของน้ำจากประปาภูเขาก่อน หลังจากที่เห็นผลสัมฤทธิ์ว่า สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในบ้านตนเองได้จริง จึงเริ่มขยายความคิดสู่ชุมชน
- การสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพิ่มความรู้ เติมกำลังใจระหว่างชุมชน โดยชักชวนให้มีการไปร่วมประชุมกับชุมชนอื่นๆ (ที่เคยไปดูงานมาด้วยกัน หรือมีความคุ้นเคยกันมาก่อน และเป็นชุมชนที่มีศักยภาพ/หรือมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน)
- โครงการฯ และแกนนำชุมชนให้ความรู้ ข้อมูลกับชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอ และขอความเห็นชอบจากชุมชนว่าจะทำโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือไม่ หากตัดสินใจจะสร้าง ผลที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง (ได้อะไร และเสียอะไร ชุมชนต้องมีส่วนร่วมและบทบาทอย่างไร)
- หลังจากที่ได้ฉันทานุมัติจากชุมชนแล้ว โครงการฯ จึงส่งทีวิศวกรรมแหล่งน้ำลงไปสำรวจข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำ ความแรงของสายน้ำ ระบบการใช้สายน้ำดังกล่าวในปัจจุบัน ศักยภาพของลุ่มน้ำ การดำรงชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ (เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับวิถีชีวิตชุมชนมากนัก) พื้นที่ที่เหมาะสมกับการสร้างฝายยกระดับน้ำ แนวท่อ ที่ตั้งอาคารโรงไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อนำมาประเมินเบื้องต้นว่ามีความเป็นไปได้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งประเมินสภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครองในพื้นที่ การศึกษา วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
- มีการเก็บข้อมูลเรื่องปริมาณฝน ปริมาณน้ำในสายน้ำ และความแรงของน้ำทั้งปีอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากข้อมูลมือสอง และข้อมูลจากการตั้งเครื่องมือตรวจวัดน้ำในสายน้ำนั้นๆ เพื่อนำมาประกอบการออกแบบระบบกักเก็บน้ำ ส่งน้ำมาตามท่อเข้าโรงไฟฟ้า การดักตะกอนที่มากับสายน้ำ ระบบและขนาดของกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งการลงสำรวจเบื้องต้นนี้จะลงไปหลายชุมชน มากกว่าจำนวนพื้นที่ที่จะมาออกแบบพิมพ์เขียว เพราะต้องเลือกชุมชนที่มีศักยภาพในหลายมิติ มิใช่พิจารณาจากศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น
- ในระหว่างที่ออกแบบการก่อสร้างอย่างคร่าวๆ และทำให้เป็นแบบพิมพ์เขียวสำหรับการก่อสร้าง ทีมงานด้านสังคมก็ประเมินความเข้มแข็งและความพร้อมของชุมชนในการก่อสร้าง การจัดการ และบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าดังกล่าว พร้อมๆ กับการกระตุ้น, ให้แง่คิด, ความรู้ในเรื่องมิติทางเศรษฐกิจ, สิ่งแวดล้อา, การเงิน, กฎหมาย, การจัดการ, กองทุนที่ต้องสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืน ฯลฯ และพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ตลอดเวลา เพราะโครงการฯ เองมีพันธกิจและงบประมาณเพียงแค่เตรียมความพร้อมชุมชน สร้างแบบพิมพ์เขียวสำหรับการก่อสร้าง ตลอดจนแนะนำให้ชุมชนรู้จักกับแหล่งสนับสนุนต่างๆ เท่านั้น มิได้มีงบประมาณสนับสนุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าแต่อย่างใด แต่มีความเชื่อว่าโครงการที่ดีน่าจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือหลายหน่วยร่วมกัน
- หลังแบบพิมพ์เขียว ฉบับสมบูรณ์ที่มีข้อมูลมากพอสำหรับการประเมินราคาค่าก่อสร้างแล้วเสร็จ ทีมวิชาการได้นำแปลนดังกล่าวไปปรึกษากับชุมชนอีกครั้งเพื่อปรับแก้แบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขีดความสามารถของชุมชน ทั้งด้านแรงงาน ความรู้ ทุน และอื่นๆ โดยที่นักวิชาการต้องให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบต่างๆ ด้วยภาษาที่ง่ายๆ และต้องทำความเข้าใจสภาพเงื่อนไขของชุมชนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักวิชาการสมัยใหม่ได้ครบถ้วน โดยไม่ละเลยหลักการเรื่องประสิทธิภาพในระดับที่พอยอมรับได้ ความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การผสมผสานระหว่างความรู้สมสัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น จะเกิดขึ้นและนำไปสู่ความสำเร็จของโครงการ
- การวางแผนการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนของตนเอง โดยโครงการฯ จะกระตุ้นและให้ความรู้เป็นระยะๆ ผ่านเวทีประชุมและศึกษาดูงาน เพื่อให้ชุมชนเห็นแนวทางการดำเนินงานตั้งแต่ต้นจนจบ และมองกิจการโรงไฟฟ้าให้หลากหลายมิติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะตามมา ทั้งนี้การสร้างการเรียนรู้จะทำเป็นขั้นตอน ไม่ใช้วิธีการบรรยายรวดเดียว แต่กำหนดประเด็นในการพูดคุยเป็นช่วงๆ ก่อนเหตุการณ์นันๆ จะเกิด ทั้งนี้โครงการฯ ได้ยึดหลักการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ การพึ่งตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเชื่อมโยงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อไม่ให้ชุมชนติดกับดักบริโภคนิยม เปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นแบบคนเมือง อันจะนำมาซึ่งความล่มสลายของชุมชนในที่สุด
- การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) รวมถึงหน่วยงานในอำเภอและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ต้นน้ำนั้น ฝ่ายปกครอง พลังงานจังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เป็นต้น รวมทั้งสื่อมวลชน เพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นเข้าใจหลักการ แนวคิด ของการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน ตามหลักการพัฒนาแบบองค์รวมและยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและแสวงหาความร่วมมือนี้ มิใช่เป็นหน้าที่ของโครงการฯ เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ชุมชนก็ต้องเป็นฝ่ายดำเนินการด้วย โดยใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ตนเองมีอยู่
- โครงการฯ ได้ประสานงานกับฝายปกครอง หรือพลังงาน หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน (ทั้งกรรมการอำนวยการ กรรมการวิชาการ และกรรมการที่ดูแลเรื่องกรรปฏิบัติงานในพื้นที่) กรรมการแต่ละชุดจะประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริม พัฒนาให้ชุมชนดำเนินงานของตนได้อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งนักวิชาการจาก มธ. มอ. และ กฟผ. ร่วมด้วย
- โครงการฯ และชุมชน ตลอดจนหน่วยงานดูแลด้านพลังงานในจังหวัด ได้พยายามขายความคิด ขายโครงการฯ ให้แก่ กฟผ. หน่วยงานต่างๆ หรือต้นสังกัด เพื่อหาทุนมาสนับสนุนการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง อปท. กระทรวงพลังงาน และภาคประชาสังคมในจังหวัด กรณีบ้านคลองเรือนั้น โครงการฯ ได้มีโอากาสเสนอโครงการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนแก่คณะกรรมการบริหารของ กฟผ. ซึ่งต่อมา กฟผ. ได้ตอบรับในการเป็นเจ้าภาพบริจาคกังหัน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตลอดจนเงินจำนวน 9 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการวางระบบสายไฟฟ้าแรงสูงระบบควบคุม และเสาไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าสู่ศูนย์กลางของชุมชน ทำให้เกิดความตื่นตัวของชุมชนและเครือข่ายมากขึ้น
- โครงการฯ ได้จัดสัมมนาระดับภาค โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก 7 จังหวัด มาร่วมกันเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำตก ศักยภาพของพื้นที่ภาคใต้ แลกเปลี่ยนแนวทางในการสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชนได้จริง การวิเคราะห์อุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนจะอยู่ในพื้นที่อุทยานหรือเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปทำกิจกรรมใด ได้ และหาทางออกร่วมกัน
- กฟผ. และโครงการฯ ได้ประสานงานกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อทำหให้กรมฯ อนุมัติให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนในพื้นที่บ้านคลองเรือ ซึ่งกฎหมายได้ระบุข้อยกเว้นว่า หากโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้นก่อสร้างเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ก็สามารถทำได้ ดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาและสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานของกรมฯ ในพื้นที่และชุมชนให้ชัดเจนก่อน ว่าจะมีการแบ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้เพื่อประโยชน์ของทางราชการและประโยชน์ของชุมชนได้อย่างไร
- เพื่อให้สังคมตระหนักและสนใจเรืองพลังงานไฟฟ้าจากน้ำตก และพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โครงการฯ และ กฟผ. ได้ร่วมมือกันหาวิธีกระจายข่าวสาร ข้องมูลเรื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำออกสู่สาธารณะเป็นระยะ ผ่านสื่อประเภทต่างๆ ทั้งในรูปข่าว ข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์ ทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ฯลฯ
- โครงการฯ ตระหนักถึงภาระที่หนักหน่วงของชุมชนบ้านคลองเรือ ที่ต้องมีส่วนร่วมสมทบทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนแห่งนี้ อีกทั้งยังต้อทำหน้าที่ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชนอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นจึงได้ประสานงานกับชุมชนและภาคีต่างๆ ที่ร่วมมือทำงานกับชุมชนแห่งนี้ ได้แก่ กฟผ. จังหวัดชุมพร หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ สถาบันที่ร่วมทำโครงการฯ นี้ ด้วยกัน และเครือข่ายอื่นๆ ร่วมกันจัดทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสมทบสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนคลองเรือขึ้น โดยจะมีพิธีทอดผ้าป่า ณ บ้านคลองเรือ ในวันที่ 21 สิงหาคม 2554 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จ
- นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการสร้างพลังขับเคลื่อนประเด็นนโยบายสาธารณะ โครงการฯ พร้อมด้วยชุมชนและเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน จะร่วมกันจัดเวทีสมัชชาประชาชน รวมพลคนรักป่า ณ บ้านคลองเรือ อีกเช่นกันในวันที่15-16 ธันวาคม 2554 โดยเชิญแกนนำชุมชนที่ได้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่า จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จากทั่วประเทศ รวมทั้งเครือข่ายอื่นๆ ที่สนับสนุนด้านการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นตามหลักการพึ่งพาตนเอง และยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จำนวน 984 คน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ต้นน้ำแบบยั่งยืน และเกิดประโยชน์แก่องค์รวม
3.4 การดูแลรักษาคุณภาพน้ำ
ชุมชนมีการคิดเรื่องการลดใช้ปุ๋ยเคมี โดยส่งเสริมว่า หากมีการใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณมาก จะทำให้น้ำเสีย จึงมีการคิดทำปุ๋ยชีวภาพขึ้น วิธีการนี้เป็นการใช้น้ำมาเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีนั่นเอง
ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน ชุมชนเริ่มเห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำ เพราะบ้านคลองเรือเป็นหมู่บ้างกลางป่า หรือเป็นไข่แดง จึงห้ามฉีดสารฆ่าหญ้า เพราะจะทำให้ถูกชะล้างลงไปในลำคลอง
นอกจากนั้น มีการรวมพลโยนจุลินทรีย์ก้อน หรือ ระเบิดจุลินทรีย์ ลงในลำคลองตลอดทั้งสาย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และชายฝั่ง โดยทำร่วมกับชุมชนเครือข่าย ทั้งนี้เพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยบำบัดน้ำเสีย โดยจุลินทรีย์ก้อนนี้เป็นส่วนผสมของวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น ได้แก่ รำหยาบ รำละเอียด ทรายละเอียด น้ำหมักจากเศษอาหาร หัวเชื้อ EM หมักน้ำซาวข้าว หรือน้ำมะพร้าวอ่อน และกากน้ำตาล
3.5 การจัดการอื่นๆ เกี่ยวกับอาชีพและคุณภาพชีวิต
3.5.1 การเกษตร 4 ชั้น
การเกษตร 4 ชั้นเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านแกนนำชุมชนคนอยู่-ป่ายัง 2 คนคือ นายชัยรัตน์ แว่นแก้ว และนายไพศาล ทรงศิริ ซึ่งนำรูปแบบการเกษตรที่เป็นองค์ความรู้ภูมิปัญญาจากสวนแบบสวนพ่อเฒ่า สวนสมรม ของชุมชนลุ่มน้ำหลังสวน และองค์ความรู้เรื่องสังคมพืช ในป่าที่มีการจัดชั้นเรือนยอด 3 ระดับ ได้แก่ ชั้นบน, ชั้นกลาง, และชั้นล่าง มาผสมผสานกับวัฒนธรรมการบริโภคของคนชนบท ที่บริโภคพืชผักผลไม้หลากหลาย ตั้งแต่ยอด ลำต้น ผล จนถึงใต้ดิน (หัว) และประยุกต์เป็นรูปแบบเกษตร 4 ชั้น สามารถใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เกิดการสร้างทดแทนในพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว
ระดับชั้นของพืชทั้ง 4 ระดับ ประกอบด้วยพืชต่างๆ ดังนี้
ชั้นที่ 1 ให้เป็นไม้ชั้นบน คือ พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่สูงกว่าไม้จำพวกอื่น เช่น สะตอ, มะพร้าว, หมาก ฯลฯ
ชั้นที่ 2 ให้เป็นไม้ชั้นกลาง คือ พันธุ์ไม้ที่ขึ้นต่ำกว่าชั้นที่ 1 เช่น มะนาว, เงาะ, ลางสาด, มังคุด ฯลฯ
ชั้นที่ 3 ให้เป็นไม้ชั้นล่าง คือ ชั้นผิวดิน เป็นไม้ที่ลดหลั่นลงมาจากชั้นกลาง เช่น พริก, มะเขือ, ผักหวาน, ผักเหลียง, ชะอม ฯลฯ
ชั้นที่ 4 เป็นชั้นใต้ดิน เช่น เผือก, มัน, ขมิ้น, ข่า, ขิง, กลอย ฯลฯ
เกษตร 4 ชั้น เป็นความสัมพันธ์ในการใช้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ ในรุปแบบการเกษตรเชิงอนุรักษ์ และเป็นรูปแบบการจัดการป่าเชิงรุก เป็นกระบวนการสร้างสังคมพืชที่หลากหลายให้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน โดยอาศัยความสูงและการจัดเรือนยอด ตลอดจนการขยายสายพันธุ์พืชให้หลากหลาย ทำให้ชุมชนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสังคมพืชของแต่ละชนิดและเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศให้แก่พื้นที่
3.5.2 โครงการผักป่าอายุยืน


เป็นโครงการหนึ่งภายใต้กรอบโครงการคนอยู่-ป่ายัง เป็นการรวบรวม
พันธุ์ผักป่าอายุยืนเพื่อเติมเต็มในพื้นที่เกษตร 4 ชั้น ของบ้านคลองเรือ
พืชผักที่รวบรวมได้แก่ ผักเหลียง,ผักกูด, เสม็ดชุน, หมรุย, ส้มมวง,
ส้มแขก, เป็นต้น กิจกรรมนี้เป็นการรื้อฟื้นพฤติกรรมการบริโภคมีผลต่อสุขภาพอนามัยและทำให้มีไว้บริโภคตลอดปี
3.5.3 การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

โครงการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ของบ้านคลองเรือเริ่มต้นเมื่อปี 2554 เมื่อนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปออกค่ายพัฒนาชนบทที่หมู่บ้าน ช่วงเวลาหนึ่งในค่าย นักศึกษาบางส่วนได้สนทนากับชาวบ้านในชุมชน และมีความคิดริเริ่มร่วมกันถึงการทำการท่องเที่ยวกเชิงนิเวศขึ้นในหมู่บ้านหลังจากการออกค่ายเสร็จสิ้นลง การทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษากับชาวบ้านจึงเริ่มขึ้นด้วยนการสนับสนุนของ Thairauralnet และหน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ในระยะแรกของโครงการเน้นหนักไปที่การสำรวจทรัพยากรท่องเที่ยวชุมชน และการสร้างกฎกติกาในการจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและเป็นธรรม กลุ่มท่องเที่ยวบ้านคลองเรือใช้เวลาในขั้นตอนดังกล่าวอยู่ประมาณ 1 ปี จึงเริ่มดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวมาตั้งแต่เดือน กันยายน 2546
โดยสาระสำคัญแล้ว โครงการท่องเที่ยวที่จัดขึ้นโดยชุมชนคลองเรือ ก็คือส่วนหนึ่งของความพยายามภายใต้กรอบของโครงการ "คนอยู่-ป่ายัง" ที่ต้องการให้ชุมชนและป่าอยู่รอดไปด้วยกัน เพื่อให้การอนุรักษ์ป่าเป็นไปอย่างยั่งยืน กิจกรรมท่องเที่ยวที่จัดขึ้นก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่อนุรักษ์ไว้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตโดยให้มีผลกระทบต่อทรัพยากรน้อยที่สุด
โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน มีการระดมทุนโดยการเปิดรับสมาชิก กิจกรรมที่นำเสนอผ่านการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน เช่น การกรีดและรีดยางเพื่อทำยางแผ่น การร่อนแร่ดีบุกในธารน้ำ ส่วนฤดูหนาว ก็จะได้เห็นและร่วมกรรมวิธีการผลิตกาแฟ ตั้งแต่วิธีการเก็บ ตาก สี คั่วและชงกาแฟสด นอกจากนั้น ยังสามารถศึกษาและชมธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกเหวตาจันทร์ น้ำตกเหวพลูหนัง การล่องแพไม้ไผ่ การชมดอกบัวผุด ฯลฯ สำหรับที่พัก มีบริการในลักษณะของโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นบ้านพักกลางป่า มีการศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้านและอาหารพื้นบ้าน
ปัจจุบัน กิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน (ตั้งแต่การรับส่งนักท่องเที่ยว ต้อนรับ นำเที่ยว และจัดหาที่พัก การจัดสรรรายได้ การประเมินผล และปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ) จัดการโดยชาวบ้านสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวบ้านคลองเรือทั้งหมด มีเพียงงานส่วน เช่น การประชาสัมพันธ์ และการตลาดเท่านั้นที่ดำเนินการโดยกลุ่มอาสาสมัคร
3.5.4 กลุ่มอื่นๆ
นอกจากกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ชาวชุมชนคลองเรือยังมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มคุณภาพชีวิต เช่นกลุ่มออมทรัพย์ กองทุนข้าวสาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
สรุปเหตุการณ์สำคัญของชุมชนบ้านคลองเรือ
สรุป ลำดับเหตุการณ์การเรียนรู้ การดำเนินงาน และความสำเร็จในการจัดการทรัพยากรน้ำ ของชุมชนบ้านคลองเรือ ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ตามแนวพระราชดำริ ดังนี้
| ปี 2518 | ราษฎรเริ่มอพยพมาทำกิน | มีการบุรุกถางป่า |
| ปี 2536 | เริ่มโครงการ "คนอยู่-ป่ายัง | นายชิน สุขแจ่ม (เป็นประธาน) |
| ปี 2537 |
-จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ -จัดตั้งกลุ่มเกษตรพอเพียง |
นายมนูญ พร้อมอุดม (เป็นประธาน) นายชัยรัตน์ แว่นแก้ว (เป็นประธาน) |
| ปี 2541 |
ได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านรักษาป่ายอดเยี่ยม สามารถรับธงฟ้าซึ่งเป็น "ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต พระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ณ ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส |
|
| ปี 2543 |
จัดตั้งกองทุนข้าวสาร โดยได้รับเงินรางวัลจาก สมเด็จพระบรมราชินีนาถ จำนวน 100,000 บาท จากการเป็นหมู่บ้านรักษาป่ายอดเยี่ยม ทั้งนี้เพื่อเป็น กองทุนให้ชาวบ้านได้ซื้อข้าวสารราคาถูก เนื่องจาก มีที่ดินทำกินจำกัด ไม่สามารถปลูกข้าวเองได้ |
นายเรือง เสกพันธ์ (เป็นประธาน) |
| ปี 2545 | จัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศ | นายมานิต โมรี (เป็นประธาน) |
| ปี 2549 |
ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม The 6th Thailand Tourism Awards 2006 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ |
|
| ปี 2550 |
-จัดตั้งธนาคารต้นไม้ -จัดตั้งกลุ่มผักป่าอายุยืน -จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (การทำจักสาน ทำปุ๋ย) -ได้รับพระราชทานรางวัล หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง "อยู่เย็น เป็นสุข" ประจำปี 2550 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 - ได้รับคัดเลือกเป็น ตำบลเขียวขจีดีเด่น ประจำปี 2550 จากมูลนิธิสถาบันราชพฤษ์ |
นายชัยรัตน์ แว่นแก้ว (เป็นประธาน) นายชัยรัตน์ แว่นแก้ว (เป็นประธาน) นายมนูญ พร้อมอุดม (เป็นประธาน) |
| ปี 2551 |
- เริ่มโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน โดยเข้าร่วม โครงการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าฯ กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยชีวิตเมืองนครศรีธรรมราช และการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย |
|
| ปี 2552 |
- ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหนึ่งใน "มาตรฐาน โฮมสเตย์ไทย" ปี 2550-2552 - ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดชุมพร เป็นชุมชน เศรษฐกิจพอเพียงในการประกวดผลงานตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 2 ระดับจังหวัด เมื่อ 4 กันยายน พ.ศ. 2552 |
|
| ปี 2553 |
ก่อสร้างระบบจัดสรรน้ำในไร่นา โดยการสนับสนุน
งบประมาณจากกรมพัฒนาที่ดิน
|
|
| ปี 2553 |
เริ่มการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านคลองเรือ
|
|
| ปี 2554 |
รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริจาคกังหันและเครื่องกำเนินไฟฟ้า และงบประมาณ อีกจำนวน 9 ล้านบาทสำหรับซื้อเสาไฟแรงสูง สายส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเข้าชุมชนและระบบควบคุม และยังได้ส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรจำนวนหนึ่ง ไปให้คำแนะนำการก่อสร้าง |
|
| ปี 25554 |
ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริครั้งที่ 4 พ.ศ. 2553 รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ |
ผลสำเร็จ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำของชาวชุมชนบ้านคลองเรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ คนอยู่-ป่ายัง ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์จนทำให้ชื่อเสียงขจรไปไกล มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งองค์กรชาวบ้าน นักวิชาการ หน่วยงานราชการ ฯลฯ ซึ่งผลสำเร็จที่สามารถชี้วัดได้ มีดังนี้
1. การจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ ที่เหมาะสม ยุติการบุกรุกแผ้วถางป่าอย่างสิ้นเชิง
- มีการจัดพื้นที่ทำกินกับเขตป่าอนุรักษ์อย่างชัดเจน โดยดำเนินการอพยพราษฎรที่อยู่บนพื้นที่ต้นน้ำลำธารได้อย่างเรียบร้อย
- มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และการประกอบอาชีพ มีการจัดสรรอย่างเท่าเทียม โดยมีฝาย ปั้มคู่ฝาย และประปาภูเขา
2. ความมั่นคงในการประกอบอาชีพและรายได้
- มีการพัฒนาอาชีพ โดยหันมาทำเกษตรแบบสวนวนเกษตรและเกษตรผสมผสาน แทนเกษตรเชิงเดี่ยว และทุกครอบครัวทำการเกษตรแบบนี้
- รายได้เสริมจากอาชีพอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
- มีหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น คือมูลค่าต้นไม้ที่ปลูกและขึ้นทะเบียนกับธนาคารต้นไม้
- แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ในระดับที่น่าพอใจ ทำให้หนี้สินนอกระบบน้อยลง
- มีกลุ่มสนับสนุนเรื่องการเงินและอาชีพ เช่นกลุ่มออมทรัพย์ วิสาหกิจชุมชน
3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
- มีประปาใช้
- ในอนาคต จะมีไฟฟ้าใช้ ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของชาวชุมชนเอง
4. องค์กรชุมชนและแนวทางในการอยู่ร่วมกัน
- ชาวบ้านเกิดจิตสำนึกร่วมในการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากร เช่น รวมตัวต่อต้านนายทุนอิทธิพล นักการเมือง กลุ่มลักลอบตัดไม้ มีการส่งข่าวผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตหมู่บ้านจากคนภายนอก เป็นต้น
- ชุมชนเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการเข้ามาช่วยจัดการโดยหน่วยงานรัฐ มีความผูกพัน เอื้ออาทร มีความรักความเข้าใจอันดีต่อเจ้าหน้าที่ และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมด้วยดี
- มีองค์กรชาวบ้านที่เข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้
- ชุมชนสามารถดำเนินตามกติกาชุมชนที่วางไว้อย่างสมบูรณ์
5. องค์ความรู้และแนวคิดในการจัดการทรัพยากรและการยังชีพ
- แนวทางการจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน
- วิธีการในการอนุรักษ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำ
- แนวทาง วิธีการในการจัดสรรน้ำ เช่น การทำฝาย การทำประปาภูเขา การแบ่งโซนการใช้น้ำ การกำหนดระเบียบการต่อและการใช้น้ำประปาภูเขา
- แนวทางในการรักษาคุณภาพน้ำ เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การทิ้งจุลินทรีย์ลงในลำคลองเพื่อช่วยบำบัดของเสีย
- แนวคิดเกษตร 4 ชั้น
- การบริโภคผักป่า เพื่อสุขภาพอนามัย
6. ชื่อเสียง เกียรติยศ และรางวัล
เป็นหมู่บ้านรักษาป่ายอดเยี่ยม ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านพิทักษ์ป่า รักษาชีวิต สามารถรับธงฟ้าซึ่งเป็น "ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต" พระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส- ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม The 6th Thailand Tourism Awards 2006 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
- ได้รับพระราชทานรางวัล "หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็น เป็นสุข" ประจำปี 2550 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550
- ได้รับคัดเลือกเป็น ตำบลเขียวขจีดีเด่น ประจำปี 2550 จากมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์
- ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหนึ่งใน "มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย" ปี 2550-2552
- ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดชุมพร เป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ในการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ระดับจังหวัด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552
- ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2553
7. การเป็นตัวอย่าง แหล่งเรียนรู้แก่ชุมชนและองค์กรภายนอกอื่นๆ
- การดำเนินกิจกรรมในบ้านคลองเรือ ถือว่าเป็นกิจกรรม หรือบทเรียนนอกห้องเรียนที่สามารถให้คนอื่นมาเรียนรู้จากของจริงแทนการอ่านจากหนังสือ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าชุมชนบ้านคลองเรือ คือตัวอย่างหนึ่งของการพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมเกลียวของคนกับป่า พิสูจน์ให้เห็นว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่า ด้วยการจัดการชุมชน ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ อย่างลงตัว
ความต่อเนื่องและความยั่งยืน
การจัดการทรัพยากรโดยชุมชนเอง และการเกิดองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ชาวบ้านมีความสามัคคีกัน มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ และความไม่เคยหยุดนิ่งในการหาวิธีการพัฒนาคุณภาพชีวิต จะทำให้การวางแผนและจัดการทรัพยากรชุมชนประสบความสำเร็จและเกิดขึ้นต่อเนื่องต่อไป อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำและป่าไม้ ของชุมชน ของลุ่มน้ำ และของประเทศชาติ
นอกจากนั้น ชุมชนยังได้มีการขยายความคิดไปยังชุมชนอื่นๆ รวมทั้งเครือข่าย "จากภูผา สู่มหานที" และ "เครือข่ายลุ่มน้ำหลังสวน" ที่เป็นการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น การปลูกป่า มีการบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงชายฝั่ง และเกาะแก่ง โดยพื้นที่ต้นน้ำคือ บ้านคลองเรือ พื้นที่กลางน้ำคือ พะโต๊ะ และพื้นที่ปลายน้ำคือ อำเภอสวี และหาดทุ่งวัวแล่น ซึ่งการรวมกลุ่มและการขยายเครือข่ายนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด เสริมกำลังใจให้แก่กัน ส่งผลให้การอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศเกิดขึ้นในวงการ อันจะยิ่งเพิ่มความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้แก่ทรัพยากรของประเทศต่อไป
เครือข่ายและหน่วยงานสนับสนุน
- หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
- คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะวิศกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- มหาวิทยาลัยชีวิตเมืองนครศรีธรรมราช
- องค์การบริหารส่วนตำบลปากทรง
- ส่วนราชการอำเภอพะโต๊ะ
- ส่วนราชการจังหวัดชุมพร
- ชุมชนข้างเคียง
หมายเหตุ...
ข้อความทั้งหมดในที่นี้คัดลอกจาก "หนังสือชุมชนบ้านคลองเรือ"
หมู่ที่ 9 ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ชุมชนคนอยู่-ป่ายัง
รางวัลชนะเลิศการประกวดทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2553
ชุมชนต้นแบบของการเรียนรู้
โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนแห่งแรกของภาคใต้
รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลโดย
โครงการการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้
(ปรับปรุงล่าสุด 5 กรกฎาคม 2554)
หากมีข้อผิดพลาดประการใด จึงใคร่ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย
โอชา ฤทธิโสม / คัดลอก / ภาพประกอบ
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, ไฟฟ้าพลังน้ำ บ้านคลองเรือ